ผอมแล้วก็ต้องออกกำลังกาย

การออกกำลังกายสำหรับคนผอม

ผอมแล้วต้องออกกำลังกายด้วยหรอ จริงๆ การออกกำลังกายไม่ใช่แค่การที่ทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ หรือเพียงแค่ทำให้รูปร่างของคุณดีขึ้น แต่เป็นการออกเพื่อสุขภาพต่างหาก สำหรับคนที่ผม จะเน้นการออกกำลังแบบ resistance training เป็นหลัก คือ การออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ที่มีน้ำหนักให้เกิดแรงต้าน เช่น ดัมเบลล์ บาร์เบลล์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้คุณมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะไม่เน้นมากในการเพิ่มน้ำหนัก ขอแนะนำว่าถ้าจะได้ผลในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างเห็นได้ชัด อาจเข้าฟิตเนสที่มีผู้ให้คำแนะนำในการใช้อุปกรณ์สำหรับ resistance training สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย

Warm-up : ว่าใครจะเริ่มออกกำลังกายก็อบอุ่นร่างกายก่อน เพราะจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้ โดยอาจวอร์มด้วยการเดิน หรือเดินเร็ว ประมาณ 5-10 นาที ตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อมัดหลักๆ หรือส่วนที่จะใช้ในการออกกำลังกายต่อไป โดยแต่ละส่วนให้ทำการยืดค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที หรืออาจจะใช้วิธีการยกน้ำหนักเบาๆ ออกกำลังกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ส่วนละประมาณ 12-15 ครั้งต่อเซต ไม่เกิน 2 เซต

Resistance Training : ออกกำลังกายแบบเน้นใช้อุปกรณ์ โดยเน้นเล่นแบบเฉพาะสัดส่วน ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงในส่วนที่อยากจะเพิ่มหรือลดเฉพาะ โดยควรเริ่มออกกำลังทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดหลัก โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปหามัดเล็ก โดยเริ่มจากกลุ่มของกล้ามเนื้อขา หลัง อก ท้อง และแขน น้ำหนักที่ใช้ควรจะสามารถยกได้เต็มที่ 10-12 ครั้ง ในหนึ่งเซต ยก 2-3 เซต ในแต่ละท่า โดยในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อสามารถออกกำลังกายได้ 2 ท่า ในแต่ละครั้งที่ออกกำลังกายให้ใช้อุปกรณ์ หรือท่าออกกำลังกายประมาณ 8-10 ท่า ควรจะต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

Cool-Down : ยกตัวอย่างหากกำลังวิ่งอยู่เมื่อจะหยุดให้ค่อยๆ ลดความเร็วของเครื่องวิ่ง หรือวิ่งเหยาะๆ ช้าลง เรื่อยๆ กระทั่งหยุด ทั้งนี้ในบทความนี้คือเน้นการยืดกล้ามเนื้อในส่วนที่ใช้ในการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยทำการยืดค้างไว้ 15 -45 วินาที ในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อ

ผู้ที่ผอมจนเกินไปและอยากจะเพิ่มน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถช่วยได้เช่นกัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ต้องหักโหมมากจนร่างกายเราได้รับบาดเจ็บเหลือเหนื่อยเกินตัว จะทำให้ร่างกายยิ่งทรุดหนักขึ้น ผอมมากไปอีก และหากปฏิบัติตัวเช่นนี้สม่ำเสมอ น่าจะช่วยให้ร่างกายดูมีน้ำมีนวลขึ้นได้ แถมยังได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการ สาเหตุ การรักษา มาดูกัน

สาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นพ.ธรณัส กระต่ายทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร โรคตับ และแพทย์ผู้ชํานาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ระบุว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดไหนก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดและสาเหตุของการเกิดมะเร็งลําไส้ใหญ่ก็เช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และมีสาเหตุที่เกิดขึ้นร่วมกันมากกว่าหนึ่งปัจจัย ได้แก่

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม (genetic) ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อ ลําไส้ใหญ่บางชนิด จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้
  • ส่วนปัจจัยแวดล้อมภายนอก (epigenetic) ได้แก่
  1. รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป เช่น เนื้อแดง เนื้อสัตว์ติดมัน รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  3. ไม่รับประทานหรือทานผักผลไม้ที่มีกากใยน้อย
  4. มีอาการท้องผูกบ่อยๆ
  5. เป็นโรคอ้วน ไม่ออกกำลังกาย
  6. สูบบุหรี่จัด
  7. ดื่มแอลกอฮอล์
  8. อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
    ขับถ่ายผิดปกติท้องผูกสลับท้องเสีย
  9. มีเลือดออกทางทวาร
  10. อุจจาระปนเลือด หรือมีสีคลํ้า
  11. อุจจาระมีลักษณะเป็นเส้นเล็กลง
  12. อาจมีอาการปวดท้อง เช่น ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านซ้ายของลําไส้ใหญ่ จะมีอาการลําไส้อุดตันมีอาการปวดเหมือนลําไส้ถูกบิด ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านหน้า จะปวดท้องคล้ายคนเป็นไส้ติ่ง

 

ทำไมเราต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่?

เหตุผลที่เราต้องตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Screening Colorectal Cancer) จะเป็นการตรวจยีน และส่องกล้องทั้งเพศชายและเพศหญิง หากไม่มีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งเลยโดยเลือกที่จะละเลยมันไปจะทําให้ตรวจพบในระยะท้ายๆ ที่มีการแสดงอาการของโรคแล้ว ดังนั้นหากเราหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันเพิ่มขึ้นโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพแบบตรงจุดเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือหากเป็นโรค เมื่อได้รับการตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ จะสามารถเพิ่มโอกาสให้รักษาหายได้

นพ.ธรณัส กระต่ายทอง ให้คําแนะนําอีกว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง (colonoscopy) โดยเข้ารับการตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5-10 ปี ตามคําแนะนําสําหรับคนปกติ แต่ถ้าพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ หรือมะเร็งบางชนิดจําเป็นต้องได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องช่วงอายุเร็วกว่าปกติ

ตรวจคัดกรองเพิ่มเติม เพิ่มความละเอียดสำหรับคนที่มีความเสี่ยง
คนที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง สามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรมได้จากการตรวจยีนเพียงการเก็บเลือด 6 มิลลิลิตร และส่งห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์ โดยใช้เทคโนโลยี “NGS” ที่มีความถูกต้อง แม่นยํา และ ปลอดภัย ได้รับมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา หากตรวจแล้วพบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนเกิดขึ้นอันอาจจะนําไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนําเรื่องความเหมาะสมของการตรวจคัดกรองอื่นๆ เพิ่มเติม และอาจต้องตรวจด้วยการส่องกล้องเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 50 ปี ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร อีกทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพสูงในแง่ของการป้องกันและรักษา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานมากกว่าวิธีอื่นๆ

ในปัจจุบันนี้ เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้การตรวจพบโรคทําได้เร็วขึ้น และช่วยให้รักษาเพิ่มโอกาสรักษาให้หายได้ดียิ่งขึ้น

เลือดกำเดาไหล กับการปฐมพยาบาล

ตอนเด็กๆ เคยเกิดเหตุ “เลือดกำเดาไหล” กันบ้างไหมคะ? สำหรับตัวเราเองนั้นเคยเห็นแต่คนอื่นเป็น นั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็หยดแหมะๆ ใส่เสื้อต่อหน้าต่อตา ทำไมเลือดกำเดาถึงไหล แล้วเรามีวิธีหยุดเลือดอย่างไรถึงจะถูกต้อง  วันนี้เรามีเคล็ดลับให้จำเอาไปใช้กัน

เลือดกำเดา คืออะไร?
เลือดกำเดา คือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง เกิดจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก ที่อาจเป็นเพราะเส้นเลือดในโพรงจมูกเปราะบางแตกง่ายด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาการที่เปลี่ยน (ร้อนเกินไป, หนาวเกินไป, แห้งเกินไป) สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ผลข้างเคียงจากอาการภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากการแคะ แกะ เกาในโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจมูก เป็นต้น

เลือดกำเดา มีกี่ชนิด?
ทราบหรือไม่ว่าเลือดกำเดาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกด้านหน้า มักเกิดขึ้นกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกในส่วนหน้าแตก ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถทำให้เลือดกำเดาหยุดไหลได้เอง
  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณโพรงจมูกด้านหลังแตก หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก จนอาจทำให้มีเลือดไหลลงไปในลำคอด้วย มักเกิดกับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอันตรายร้ายแรงบางอย่าง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

เลือดกำเดาไหลแบบไหน อันตราย
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • เลือดกำเดาไหลที่ด้านหลังโพรงจมูกจนไหลเข้าไปในลำคอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปมากกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 5 องศาเซลเซียส)

วิธีหยุดเลือดกำเดาไหลด้วยตัวเอง

  1. นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้หรือพื้น เอนตัวไปข้างหน้า และอาจก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้า ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูก แล้วหายใจทางปากราว 10 นาทีแล้วค่อยปล่อยนิ้ว หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามวิธีนี้อีกครั้ง
  2. ไม่นอนราบ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนเลือดออกมา ไม่กลืนลงไป เพราะเลือดกำเดาอาจไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อาเจียน เป็นต้น
  3. อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบริเวณสันจมูกขณะบีบจมูกไปด้วยก็ได้
  4. หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รับพบแพทย์โดยด่วน

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงอยู่กับเราได้ยาวนาน

สำหรับวันนี้เรามีเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงอยู่กับเราได้ยาวนานมาแนะนำกัน

คำถามคือเราจะรู้ได้ยังไงว่าตับแข็งแล้ว

หลายคนคงสงสัย ว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าตับเราแข็งรึยัง สภาพตอนนี้กี่ % แล้ว สองสามปีมานี้กินแอลกอฮอลล์หนักหน่วงมากยังกินต่อได้อีกนานมั้ย บลาๆๆ ถ้าเราเช็คตับได้เหมือนแบตเตอรี่ในมือถือของเราได้ก็คงดี

คนที่ตับ % เหลือน้อยแล้วจะได้ดูแลตัวเองซักที แต่ในเมื่อเราไม่สามารถเช็คได้แบบนั้น หรือเปิดร่างกายดูเองก็ไม่ได้ ไปหาหมอตรวจทีก็หลายตังค์อีกแล้วเราจะทำยังไงได้บ้างหละ… เบื้องต้น

ต้องหมั่นเช็คความผิดปกติของร่างกายของตัวเอง จริงๆระยะแรกเริ่มของโรคตับแข็งมักไม่ได้มีอาการออกมาให้เห็นชัดเจน อาจจะมีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตัวเหลืองนัยน์ตาเหลือง หรือมีอาการคันตามเนื้อตามตัว

หากรู้สึกผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งก็ควรจะเริ่มระแวดระวังสุขภาพตัวเองได้แล้วหากมีอาการเหล่านั้นแล้วไม่ได้สนใจหละ? ก็อาจจะเป็นโรคนี้ระยะสุดท้ายโดยไม่รู้ตัว อาการก็จะเข้าข่าย ดังต่อไปนี้ ท้องบวมขาบวม เป็นไข้เรื้อรังไม่หายสักที อาเจียนเป็นเลือด หากเลือดออกที่หลอดอาหารก็อาจจะเสียชีวิตได้ หรือระยะที่ตับวายไปแล้วก็จะเกิดผลกระทบทางสมอง เช่น เพ้อ ซึม ไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง อาการของโรคนี้ ไม่ได้เกิดกับคนที่ดื่มแอลกอฮอลล์เสมอไป คนที่ไม่ได้ดื่มก็สามารถเป็นได้เหมือนกัน เช่น

  • โรคตับอักเสบ
  • ใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • ท่อน้ำดีอุดตัน
  • ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง
  • โรคทางพันธุกรรม
  • ไขมันสะสมสูง เป็นต้น

ดังนั้น จงอย่าลืมหมั่นเช็คร่างกายตัวเองให้ปลอดภัยห่างไกลโรคกันนะ

โรคต้อหิน รับมืออย่างไร

1. รักษาโดยใช้ยา
เป็นการรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพแต่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิตปัจจุบันยาหยอดตามีหลายชนิดต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และอาการข้างเคียง การใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดนั้นจะใช้ในระยะสั้นเพื่อเตรียมการผ่าตัด เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง ยาที่ใช้รักษาต้อหินแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก

  • ยากลุ่ม Beta-adrenergic Blockers ยากลุ่มนี้ โดยเฉพาะยา Timolol เป็นยาที่ใช้กันบ่อยและใช้กันมานานแล้ว โดยหยอดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แต่ควรระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดหรือโรคหัวใจบางชนิด
  • ยากลุ่ม Adrenergic Agonist ยากลุ่มนี้บางตัวมีฤทธิ์ปกป้องสายตาได้ด้วย (Neuroprotection) แต่ควรระวังในผู้ป่วยเด็กเล็ก อาจทำให้อ่อนเพลียและง่วงซึม บางรายอาจมีอาการแพ้ได้
  • ยากลุ่ม Carbonic Anhydrase Inhibitor ยากลุ่มนี้บางตัวสามารถเพิ่มเลือดไปเลี้ยงบริเวณขั้วประสาทตาได้ แต่บางรายอาจมีอาการแสบตา ยากลุ่มนี้สามารถลดความดันตาได้ดี แต่อาจทำให้ชาปลายมือ-เท้า เบื่ออาหาร น้ำหนักลดได้
  • ยากลุ่ม Cholinergic ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ใช้มานานเพิ่มการไหลออกของน้ำในช่องด้านหน้าลูกตาทำให้ความดันลด
  • ยากลุ่ม Prostaglandin Derivatives ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มใหม่ มีประสิทธิภาพในการลดความดันตาได้ดี หยอดวันละครั้งมีผลข้างเคียงทางร่างกายน้อยมาก แต่อาจมีอาการตาแดง ผิวหนังรอบดวงตาคล้ำขึ้น ขนตายาวและหนาขึ้น
  • ยากลุ่ม Fixed Combination ยาที่รวมเอายา 2 ชนิดไว้ในขวดเดียวกัน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยอดตา

2. รักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์

การใช้เลเซอร์มักใช้ร่วมกับการใช้ยา การทำเลเซอร์ในต้อหินนั้นทำได้ไม่ยาก ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ใช้เวลาทำประมาณ 10-15 นาที โดยไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล

3. รักษาโดยการผ่าตัด
มุ่งเน้นที่การทำช่องระบายน้ำภายในลูกตา (Aqueous) จากช่องลูกตาส่วนหน้าออกมาสู่ภายนอก เพื่อลดความดันตา การผ่าตัดต้องทำในห้องผ่าตัด ใช้เพียงการฉีดยาชาหรือดมยาสลบสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ใช้วิธีผ่าตัดในกรณีที่ได้รับการรักษาโดยใช้ยาและเลเซอร์อย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ หรือรักษาจนความดันตาอยู่ในระดับปกติแต่ยังไม่ปลอดภัย โดยมีการสูญเสียลานสายตาหรือเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง

รู้ทันนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี ที่เหมือนจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และสาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดีก็เป็นพฤติกรรมใกล้ตัวซะด้วย อย่างคนชอบกินหมูติดมัน หรือติดกินหมูกระทะบ่อย ๆ พฤติกรรมเหล่านี้พาเราเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดีจริงหรือเปล่า เรามารู้จักโรคนิ่วในถุงน้ำดี พร้อมเช็กพฤติกรรมเสี่ยงโรคนี้กันค่ะ

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร

นิ่วในถุงน้ำดี ภาษาอังกฤษเรียกว่า Gallstones หรือ Cholelithiasis โดยนิ่วในถุงน้ำดีเป็นสารเคมีจากถุงน้ำดีที่เกิดการตกผลึก กระทั่งจับตัวเป็นก้อนนิ่วขึ้นมา ซึ่งก้อนนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีขนาดเท่าเม็ดทรายหรืออาจมีขนาดใหญ่เท่าลูกปิงปองก็ได้ และอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือเป็นร้อย ๆ ก้อนก็ได้เช่นกัน

 

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากอะไร

ถุงน้ำดีมีหน้าที่เก็บสะสมน้ำดีที่ตับสร้างไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อใช้น้ำดีย่อยอาหารประเภทไขมัน โดยในน้ำดีจะประกอบไปด้วยสารคอเลสเตอรอล กรดน้ำดี สารฟอสโฟไลปิด และสารอื่น ๆ ทว่าหากสารเคมีดังกล่าวในถุงน้ำดีมีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน หรือมีการคั่งของน้ำดีในท่อในถุงน้ำดีมากกว่าปกติ น้ำดีก็จะตกเป็นผลึก จับตัวเป็นก้อนที่เรียกว่าก้อนนิ่วขึ้นมาได้

ทั้งนี้นิ่วในถุงน้ำดีสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ นิ่วชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol stone) โดยมีปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากผิดปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงแต่อย่างใด และนิ่วชนิดนี้จะมีลักษณะแข็ง มีสีออกเหลืองหรือเขียว

อีกชนิดคือนิ่วที่เกิดจากสารให้สี (Pigment stone) ที่ชื่อว่าสารบิลิรูบิน (Bilirubin) เป็นสารสีเหลืองที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ ลักษณะของก้อนนิ่วจะเป็นก้อนเล็ก ๆ แข็งน้อยกว่านิ่วชนิดแรก และก้อนนิ่วจะมีสีดำคล้ำ

นอกจากนี้ยังอาจพบนิ่วในถุงน้ำดีที่มีส่วนผสมของสารหลายชนิดรวมกัน ทั้งสารบิลิรูบินและคอเลสเตอรอลในน้ำดี กลายเป็นนิ่วชนิดผสม หรือที่เรียกว่า Mixed gallstone

นิ่วในถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร

อาการของคนมีนิ่วในถุงน้ำดี สามารถสังเกตได้จากสัญญาณผิดปกติของร่างกายตามนี้เลยค่ะ

– ท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนมีลมในท้อง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

– แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

– ปวดท้องข้างขวา (ใต้ชายโครงขวา) เป็นครั้งคราว

– ปวดท้องข้างขวาอย่างรุนแรง และมักจะปวดร้าวไปถึงสะบักด้านขวาร่วมด้วย

– มีไข้สูงเฉียบพลัน (ในกรณีที่มีการอักเสบของถุงน้ำดีอย่างเฉียบพลัน)

– คลื่นไส้ อาเจียน

– ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม

– อุจจาระมีสีซีดลงเนื่องจากลำไส้ขาดน้ำดี

อย่างไรก็ตาม คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่มีอาการแสดงข้างต้น เพราะอาจมีก้อนนิ้วที่เล็ก หรือฝังตัวอยู่ลึกในก้นถุงน้ำดีก็เป็นได้ แต่หากก้อนนิ่วออกมาอุดกั้นบริเวณท่อน้ำดี อาการแสดงจะค่อนข้างชัด เช่น มีอาการปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรง ปวดท้องในลักษณะปวดบิดเกร็ง โดยแต่ละครั้งจะมีอาการปวดนานประมาณ 15-30 นาที หรือนานกว่า 2-6 ชั่วโมงเลยก็ได้ แต่อาการปวดท้องเนื่องจากนิ่วในถุงน้ำดีจะเป็น ๆ หาย ๆ มักไม่ใช่อาการปวดท้องทุกวัน จะตรวจพบว่ามีนิ่วก็ต่อเมื่ออัลตราซาวด์

รู้เรื่องเบาหวาน รู้เรื่องสุขภาพ

ประเภทของโรคเบาหวาน
ปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทเบาหวานออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. โรคเบาหวานประเภทที่ต้องพึ่งอินซูลิน จะเป็นโรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือการแพ้สารเคมีบางอย่าง โรคเบาหวานประเภทนี้ร่างกายของผู้ป่วยจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย หรือถ้าผลิตได้ก็จะน้อยมากจึงไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยต้องทำการรักษาด้วยวิธีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายทางกล้ามเนื้อ

2. โรคเบาหวานประเภทที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน โรคเบาหวานประเภทนี้จะเป็นโรคเบาหวานที่เกิดจาก ความอ้วน เมื่ออายุมากขึ้น คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ และผู้ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทนี้ร่างกายยังสามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แพทย์จะใช้วิธีการรักษาด้วยการให้ยาเม็ดสำหรับรับประทานเพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่บางครั้งถ้าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงมากจนเกินไปก็อาจจะมีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดร่วมด้วย

สาเหตุของโรคเบาหวาน
สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคเบาหวานนั้นจะได้แก่ กรณีที่ตับอ่อนที่มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ โดยไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สำหรับฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ในการพาน้ำตาลในกระแสเลือดไปยังเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อใช้เป็นพลังงาน โดยน้ำตาลในกระแสเลือดจะเกิดจากในกรณีที่เรารับประทานแป้งและน้ำตาลเข้าไป สำหรับแป้งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกกระบวนการของร่างกายทำการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและนำเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฮอร์โมนอินซูลินต่อไป ถ้าฮอร์โมนอินซูลินมีปริมาณน้อยจนเกินไปไม่พอเพียงในการนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่างๆ ได้ ทำให้เกิดมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือด และถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นได้

กลุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดเป็นโรคเบาหวานได้นั้น พอจะแบ่งได้ดังนี้

1. ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้าอา ป่วยเป็นโรคเบาหวาน คุณก็จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นโรคเบาหวานกันทุกคน ถ้าเราดูแลตัวเองดีก็อาจจะไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เช่นกัน

2. คนอ้วนที่มีน้ำหนักร่างกายมากกว่าปกติ เพราะไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายจะมีส่วนทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพดีพอ หรือที่เรียกกันว่าเกิดภาวะที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน

3. ผู้สูงอายุ โรคเบาหวานมักพบมากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป เพราะเมื่อเราเริ่มอายุมากขึ้น อวัยวะภายในต่างๆ จะเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา รวมไปถึงตับอ่อนที่มีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินก็จะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จึงทำให้ไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย เราจึงพบคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะเป็นผู้สูงอายุ แต่ถ้าผู้สูงอายุดูแลตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ก็จะห่างไกลจากโรคเบาหวานได้เช่นกัน

4. คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ เพราะจะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งในรก ที่มีส่วนทำให้ตับผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น จึงทำให้คุณแม่ขณะตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน

5. ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดเป็นประจำ ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

6. ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายจะมีส่วนทำให้ร่างกายเผาพลาญได้ดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น

อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่จะทราบได้ก็ต่อเมื่อทำการตรวจร่างกายด้วยการเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเท่านั้น ถ้าเราไม่ได้ทำการตรวจเลือดก็จะไม่ทราบได้เลยว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่ สำหรับอาการที่จะแสดงว่าเราอาจจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานได้นั้น จะได้แก่

1. ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนผู้ป่วยจะลุกขึ้นมาปัสสาวะเกือบตลอดเวลา และปัสสาวะออกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยเด็กอาจจะเกิดการปัสสาวะรดที่นอน และถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจจะมีมดมาตอมปัสสาวะได้

2. กระหายน้ำเกือบตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งดื่มมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกว่าจะช่วยดับกระหายได้เลย เนื่องจากร่างกายต้องขับน้ำออกมาทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำตามไปด้วย เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อไปทดแทนน้ำที่สูญเสียไป

3. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไม่มีแรง และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย เหมือนพักผ่อนไม่พอแม้จะนอนมากแล้วก็ตาม

4. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดจากการที่ร่างกายทำการเผาพลาญไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ทำการลดน้ำหนัก

5. เกิดการติดเชื้อราตามผิวหนัง มีอาการคันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากร่างกายขาดน้ำทำให้ผิวหนังแห้งจึงเกิดการติดเชื้อราได้ง่าย

6. เกิดเป็นฝีขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นประจำ นอกจากนี้แล้วถ้าเกิดมีบาดแผลขึ้น บาดแผลจะหายช้ากว่าปกติ

7. มีอาการตาพล่ามัว มองเห็นไม่ค่อยชัด รวมไปถึงผู้ที่สวมแว่นสายตาเป็นประจำ มักจะต้องทำการเปลี่ยนแว่นบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายพยายามขับน้ำตาลออกมาทางเลนส์ตา จึงมีผลทำให้ผู้ป่วยมีสายตาพล่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจน

วิธีการป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถป้องกันและดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคยิ่งต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ สำหรับวิธีการดูแลตัวเองจะได้แก่

1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยให้หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ร่างกายจะได้สามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างพอเพียง

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 30 นาที และควรออกกำลังกายให้สมกับวัยหรือสภาพร่างกายของแต่ละคน

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ

4. ถ้ามีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ควรหาวิธีควบคุมน้ำหนัก

5. ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่ทำการตรวจร่างกายควรเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพราะโรคเบาหวานถ้าทราบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจะทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี

โรคเบาหวานถึงจะเป็นโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงแต่การดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ ดังที่กล่าวมาก็จะมีส่วนช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงและห่างไกลจากโรคเบาหวานได้เช่นกัน

 

โรคหัวใจ โรคยอดฮิตของคนไทย

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเดี๋ยวนี้คนเป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น หลายคนรู้ตัวก่อนก็สามารถรักษาไว้ได้ทันเวลา แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ไม่มีอาการแสดงใดๆ เมื่อรู้ตัวก็อาจสายไปเสียแล้ว ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เราน่าจะมาทำความรู้จัก “โรคหัวใจ” ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ไลฟ์สไตล์เกี่ยวเนื่องกับหัวใจโดยตรง

  • ไม่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะเดี๋ยวนี้หนุ่มสาววัยทำงานก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปทำให้การใช้ชีวิตไร้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เครียดจากการทำงาน ขาดการออกกำลังกาย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงได้ทั้งสิ้น และยิ่งหากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดและความดันโลหิตสูงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

รู้จัก “โรคหัวใจ”

  • โรคหัวใจ (Heart Disease) คือโรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ สามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และโรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนเลยทีเดียว

พฤติกรรมการใช้ชีวิต…เป็นสิ่งสำคัญ

  • สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสหวาน และอาหารเค็ม และยังรวมไปถึงน้ำหนักตัว ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

สัญญานเตือน “โรคหัวใจ” ที่ต้องสังเกต
– เหนื่อยง่าย เวลาออกกําลังกาย หรือเดินเร็วๆ หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกาย หรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
– เจ็บหน้าอก หรือแน่นบริเวณกลางหน้าอก หรือด้านซ้าย หรือทั้ง 2 ด้าน ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก
– มีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึก
– เป็นลมหมดสติไม่ทราบสาเหตุ
– ขา หรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคหัวใจ”

  • วิธีที่จะรู้ว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือไม่นั้น ก็ต้องเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ซึ่งในการตรวจโรคหัวใจนั้นแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการตรวจเหล่านี้

– ซักประวัติ หรือสอบถามประวัติ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่พึงสงสัย รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
– ตรวจร่างกายทุกระบบของร่างกาย รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยฟังการเต้นของหัวใจ วัดความดันโลหิต
– ตรวจด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) โดยใช้สื่อนำคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็กไปวางตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
– ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) คือ การให้ผู้ป่วยเดิน หรือวิ่งบนสายพานเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และดูการการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
– สำหรับผู้ที่ไม่พร้อมในการวิ่งสายพาน จะเป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อดูกายวิภาคของหัวใจ ความหนาของผนังหัวใจ การเคลื่อนที่และการบีบตัว
– ตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Coronary Artery) เพื่อวิเคราะห์หาเส้นเลือดที่ตีบจากการมีไขมันไปเกาะหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
– หากเกิดข้อสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจ การตรวจที่จะบอกได้แน่ชัด คือ การตรวจฉีดสีเพื่อดูเส้นเลือดหัวใจหรือ ที่เรียกว่าการสวนหลอดเลือดหัวใจ

ไม่อยากเป็นโรคหัวใจ…ก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง

  • เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ถ้าอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ก็ควร งดสูบบุรี่ หลีกเลี่ยงน้ำชา กาแฟ ของเสพติดมึนเมา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลีกเลี่ยงความเครียด ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น นอกจากนี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ