เลือดกำเดาไหล กับการปฐมพยาบาล

ตอนเด็กๆ เคยเกิดเหตุ “เลือดกำเดาไหล” กันบ้างไหมคะ? สำหรับตัวเราเองนั้นเคยเห็นแต่คนอื่นเป็น นั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็หยดแหมะๆ ใส่เสื้อต่อหน้าต่อตา ทำไมเลือดกำเดาถึงไหล แล้วเรามีวิธีหยุดเลือดอย่างไรถึงจะถูกต้อง  วันนี้เรามีเคล็ดลับให้จำเอาไปใช้กัน

เลือดกำเดา คืออะไร?
เลือดกำเดา คือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง เกิดจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก ที่อาจเป็นเพราะเส้นเลือดในโพรงจมูกเปราะบางแตกง่ายด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาการที่เปลี่ยน (ร้อนเกินไป, หนาวเกินไป, แห้งเกินไป) สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ผลข้างเคียงจากอาการภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากการแคะ แกะ เกาในโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจมูก เป็นต้น

เลือดกำเดา มีกี่ชนิด?
ทราบหรือไม่ว่าเลือดกำเดาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกด้านหน้า มักเกิดขึ้นกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกในส่วนหน้าแตก ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถทำให้เลือดกำเดาหยุดไหลได้เอง
  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณโพรงจมูกด้านหลังแตก หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก จนอาจทำให้มีเลือดไหลลงไปในลำคอด้วย มักเกิดกับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอันตรายร้ายแรงบางอย่าง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

เลือดกำเดาไหลแบบไหน อันตราย
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • เลือดกำเดาไหลที่ด้านหลังโพรงจมูกจนไหลเข้าไปในลำคอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปมากกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 5 องศาเซลเซียส)

วิธีหยุดเลือดกำเดาไหลด้วยตัวเอง

  1. นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้หรือพื้น เอนตัวไปข้างหน้า และอาจก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้า ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูก แล้วหายใจทางปากราว 10 นาทีแล้วค่อยปล่อยนิ้ว หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามวิธีนี้อีกครั้ง
  2. ไม่นอนราบ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนเลือดออกมา ไม่กลืนลงไป เพราะเลือดกำเดาอาจไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อาเจียน เป็นต้น
  3. อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบริเวณสันจมูกขณะบีบจมูกไปด้วยก็ได้
  4. หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รับพบแพทย์โดยด่วน

โรคต้อหิน รับมืออย่างไร

1. รักษาโดยใช้ยา
เป็นการรักษาเบื้องต้นที่ดีที่สุด สะดวก ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพแต่จำเป็นต้องใช้ยาหยอดตาทุกวันไปตลอดชีวิตปัจจุบันยาหยอดตามีหลายชนิดต่างกันที่กลไกการออกฤทธิ์ ประสิทธิภาพ และอาการข้างเคียง การใช้ยารักษาต้อหินชนิดกินหรือฉีดนั้นจะใช้ในระยะสั้นเพื่อเตรียมการผ่าตัด เนื่องจากมีผลข้างเคียงสูง ยาที่ใช้รักษาต้อหินแบ่งเป็น 6 กลุ่มหลัก

  • ยากลุ่ม Beta-adrenergic Blockers ยากลุ่มนี้ โดยเฉพาะยา Timolol เป็นยาที่ใช้กันบ่อยและใช้กันมานานแล้ว โดยหยอดวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น แต่ควรระวังในผู้ป่วยที่เป็นโรคหอบหืดหรือโรคหัวใจบางชนิด
  • ยากลุ่ม Adrenergic Agonist ยากลุ่มนี้บางตัวมีฤทธิ์ปกป้องสายตาได้ด้วย (Neuroprotection) แต่ควรระวังในผู้ป่วยเด็กเล็ก อาจทำให้อ่อนเพลียและง่วงซึม บางรายอาจมีอาการแพ้ได้
  • ยากลุ่ม Carbonic Anhydrase Inhibitor ยากลุ่มนี้บางตัวสามารถเพิ่มเลือดไปเลี้ยงบริเวณขั้วประสาทตาได้ แต่บางรายอาจมีอาการแสบตา ยากลุ่มนี้สามารถลดความดันตาได้ดี แต่อาจทำให้ชาปลายมือ-เท้า เบื่ออาหาร น้ำหนักลดได้
  • ยากลุ่ม Cholinergic ยากลุ่มนี้เป็นยาที่ใช้มานานเพิ่มการไหลออกของน้ำในช่องด้านหน้าลูกตาทำให้ความดันลด
  • ยากลุ่ม Prostaglandin Derivatives ยากลุ่มนี้เป็นยากลุ่มใหม่ มีประสิทธิภาพในการลดความดันตาได้ดี หยอดวันละครั้งมีผลข้างเคียงทางร่างกายน้อยมาก แต่อาจมีอาการตาแดง ผิวหนังรอบดวงตาคล้ำขึ้น ขนตายาวและหนาขึ้น
  • ยากลุ่ม Fixed Combination ยาที่รวมเอายา 2 ชนิดไว้ในขวดเดียวกัน เพื่อเพิ่มความสะดวกในการหยอดตา

2. รักษาโดยการใช้แสงเลเซอร์

การใช้เลเซอร์มักใช้ร่วมกับการใช้ยา การทำเลเซอร์ในต้อหินนั้นทำได้ไม่ยาก ไม่ค่อยพบภาวะแทรกซ้อน ใช้เวลาทำประมาณ 10-15 นาที โดยไม่ต้องนอนพักที่โรงพยาบาล

3. รักษาโดยการผ่าตัด
มุ่งเน้นที่การทำช่องระบายน้ำภายในลูกตา (Aqueous) จากช่องลูกตาส่วนหน้าออกมาสู่ภายนอก เพื่อลดความดันตา การผ่าตัดต้องทำในห้องผ่าตัด ใช้เพียงการฉีดยาชาหรือดมยาสลบสำหรับผู้ป่วยที่เป็นเด็กเล็ก ใช้วิธีผ่าตัดในกรณีที่ได้รับการรักษาโดยใช้ยาและเลเซอร์อย่างเต็มที่แล้วแต่ไม่สามารถควบคุมความดันตาให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยได้ หรือรักษาจนความดันตาอยู่ในระดับปกติแต่ยังไม่ปลอดภัย โดยมีการสูญเสียลานสายตาหรือเส้นใยประสาทตาอย่างต่อเนื่อง

รู้ทันนิ่วในถุงน้ำดี

นิ่วในถุงน้ำดี ที่เหมือนจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และสาเหตุของนิ่วในถุงน้ำดีก็เป็นพฤติกรรมใกล้ตัวซะด้วย อย่างคนชอบกินหมูติดมัน หรือติดกินหมูกระทะบ่อย ๆ พฤติกรรมเหล่านี้พาเราเสี่ยงโรคนิ่วในถุงน้ำดีจริงหรือเปล่า เรามารู้จักโรคนิ่วในถุงน้ำดี พร้อมเช็กพฤติกรรมเสี่ยงโรคนี้กันค่ะ

นิ่วในถุงน้ำดี คืออะไร

นิ่วในถุงน้ำดี ภาษาอังกฤษเรียกว่า Gallstones หรือ Cholelithiasis โดยนิ่วในถุงน้ำดีเป็นสารเคมีจากถุงน้ำดีที่เกิดการตกผลึก กระทั่งจับตัวเป็นก้อนนิ่วขึ้นมา ซึ่งก้อนนิ่วในถุงน้ำดีอาจมีขนาดเท่าเม็ดทรายหรืออาจมีขนาดใหญ่เท่าลูกปิงปองก็ได้ และอาจมีเพียงก้อนเดียวหรือเป็นร้อย ๆ ก้อนก็ได้เช่นกัน

 

นิ่วในถุงน้ำดี เกิดจากอะไร

ถุงน้ำดีมีหน้าที่เก็บสะสมน้ำดีที่ตับสร้างไว้ ทั้งนี้ก็เพื่อใช้น้ำดีย่อยอาหารประเภทไขมัน โดยในน้ำดีจะประกอบไปด้วยสารคอเลสเตอรอล กรดน้ำดี สารฟอสโฟไลปิด และสารอื่น ๆ ทว่าหากสารเคมีดังกล่าวในถุงน้ำดีมีสัดส่วนที่ไม่สมดุลกัน หรือมีการคั่งของน้ำดีในท่อในถุงน้ำดีมากกว่าปกติ น้ำดีก็จะตกเป็นผลึก จับตัวเป็นก้อนที่เรียกว่าก้อนนิ่วขึ้นมาได้

ทั้งนี้นิ่วในถุงน้ำดีสามารถแยกออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ๆ คือ นิ่วชนิดที่เกิดจากคอเลสเตอรอล (Cholesterol stone) โดยมีปริมาณคอเลสเตอรอลในน้ำดีมากผิดปกติ ซึ่งไม่เกี่ยวกับการมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงแต่อย่างใด และนิ่วชนิดนี้จะมีลักษณะแข็ง มีสีออกเหลืองหรือเขียว

อีกชนิดคือนิ่วที่เกิดจากสารให้สี (Pigment stone) ที่ชื่อว่าสารบิลิรูบิน (Bilirubin) เป็นสารสีเหลืองที่เกิดจากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดงมากผิดปกติ ลักษณะของก้อนนิ่วจะเป็นก้อนเล็ก ๆ แข็งน้อยกว่านิ่วชนิดแรก และก้อนนิ่วจะมีสีดำคล้ำ

นอกจากนี้ยังอาจพบนิ่วในถุงน้ำดีที่มีส่วนผสมของสารหลายชนิดรวมกัน ทั้งสารบิลิรูบินและคอเลสเตอรอลในน้ำดี กลายเป็นนิ่วชนิดผสม หรือที่เรียกว่า Mixed gallstone

นิ่วในถุงน้ำดี อาการเป็นอย่างไร

อาการของคนมีนิ่วในถุงน้ำดี สามารถสังเกตได้จากสัญญาณผิดปกติของร่างกายตามนี้เลยค่ะ

– ท้องอืด ท้องเฟ้อ เหมือนมีลมในท้อง โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

– แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร โดยเฉพาะหลังรับประทานอาหารที่มีไขมันมาก

– ปวดท้องข้างขวา (ใต้ชายโครงขวา) เป็นครั้งคราว

– ปวดท้องข้างขวาอย่างรุนแรง และมักจะปวดร้าวไปถึงสะบักด้านขวาร่วมด้วย

– มีไข้สูงเฉียบพลัน (ในกรณีที่มีการอักเสบของถุงน้ำดีอย่างเฉียบพลัน)

– คลื่นไส้ อาเจียน

– ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะมีสีเข้ม

– อุจจาระมีสีซีดลงเนื่องจากลำไส้ขาดน้ำดี

อย่างไรก็ตาม คนที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอาจไม่มีอาการแสดงข้างต้น เพราะอาจมีก้อนนิ้วที่เล็ก หรือฝังตัวอยู่ลึกในก้นถุงน้ำดีก็เป็นได้ แต่หากก้อนนิ่วออกมาอุดกั้นบริเวณท่อน้ำดี อาการแสดงจะค่อนข้างชัด เช่น มีอาการปวดท้องเฉียบพลันและรุนแรง ปวดท้องในลักษณะปวดบิดเกร็ง โดยแต่ละครั้งจะมีอาการปวดนานประมาณ 15-30 นาที หรือนานกว่า 2-6 ชั่วโมงเลยก็ได้ แต่อาการปวดท้องเนื่องจากนิ่วในถุงน้ำดีจะเป็น ๆ หาย ๆ มักไม่ใช่อาการปวดท้องทุกวัน จะตรวจพบว่ามีนิ่วก็ต่อเมื่ออัลตราซาวด์

รู้เรื่องเบาหวาน รู้เรื่องสุขภาพ

ประเภทของโรคเบาหวาน
ปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทเบาหวานออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่

1. โรคเบาหวานประเภทที่ต้องพึ่งอินซูลิน จะเป็นโรคเบาหวานที่เกิดจากกรรมพันธุ์หรือการแพ้สารเคมีบางอย่าง โรคเบาหวานประเภทนี้ร่างกายของผู้ป่วยจะไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เลย หรือถ้าผลิตได้ก็จะน้อยมากจึงไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย ทำให้ผู้ป่วยต้องทำการรักษาด้วยวิธีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายทางกล้ามเนื้อ

2. โรคเบาหวานประเภทที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน โรคเบาหวานประเภทนี้จะเป็นโรคเบาหวานที่เกิดจาก ความอ้วน เมื่ออายุมากขึ้น คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ และผู้ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิด เป็นต้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานประเภทนี้ร่างกายยังสามารถผลิตอินซูลินได้บ้าง แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย แพทย์จะใช้วิธีการรักษาด้วยการให้ยาเม็ดสำหรับรับประทานเพื่อช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แต่บางครั้งถ้าระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงมากจนเกินไปก็อาจจะมีการฉีดอินซูลินเข้าสู่ร่างกายเป็นครั้งคราว เพื่อช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดร่วมด้วย

สาเหตุของโรคเบาหวาน
สาเหตุทั่วไปของการเกิดโรคเบาหวานนั้นจะได้แก่ กรณีที่ตับอ่อนที่มีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่สามารถทำงานได้เป็นปกติ โดยไม่สามารถผลิตอินซูลินออกมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย สำหรับฮอร์โมนอินซูลินจะเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่ในการพาน้ำตาลในกระแสเลือดไปยังเซลล์ส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อใช้เป็นพลังงาน โดยน้ำตาลในกระแสเลือดจะเกิดจากในกรณีที่เรารับประทานแป้งและน้ำตาลเข้าไป สำหรับแป้งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกกระบวนการของร่างกายทำการเปลี่ยนเป็นน้ำตาลและนำเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของฮอร์โมนอินซูลินต่อไป ถ้าฮอร์โมนอินซูลินมีปริมาณน้อยจนเกินไปไม่พอเพียงในการนำน้ำตาลไปยังเซลล์ต่างๆ ได้ ทำให้เกิดมีน้ำตาลตกค้างอยู่ในกระแสเลือด และถ้าปล่อยไว้เป็นเวลานานก็จะทำให้เกิดเป็นโรคเบาหวานขึ้นได้

กลุ่มเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน
สำหรับกลุ่มเสี่ยงที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเกิดเป็นโรคเบาหวานได้นั้น พอจะแบ่งได้ดังนี้

1. ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือญาติ เช่น ปู่ ย่า ตา ยาย ลุง ป้า น้าอา ป่วยเป็นโรคเบาหวาน คุณก็จะมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคเบาหวาน แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องเป็นโรคเบาหวานกันทุกคน ถ้าเราดูแลตัวเองดีก็อาจจะไม่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน ได้เช่นกัน

2. คนอ้วนที่มีน้ำหนักร่างกายมากกว่าปกติ เพราะไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายจะมีส่วนทำให้อินซูลินทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพดีพอ หรือที่เรียกกันว่าเกิดภาวะที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน

3. ผู้สูงอายุ โรคเบาหวานมักพบมากในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป เพราะเมื่อเราเริ่มอายุมากขึ้น อวัยวะภายในต่างๆ จะเสื่อมสภาพลงไปตามกาลเวลา รวมไปถึงตับอ่อนที่มีหน้าที่ในการผลิตอินซูลินก็จะผลิตอินซูลินได้น้อยลง จึงทำให้ไม่พอเพียงต่อความต้องการของร่างกาย เราจึงพบคนส่วนใหญ่ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวานจะเป็นผู้สูงอายุ แต่ถ้าผู้สูงอายุดูแลตัวเองให้มีสุขภาพร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ ก็จะห่างไกลจากโรคเบาหวานได้เช่นกัน

4. คุณแม่ขณะตั้งครรภ์ เพราะจะมีฮอร์โมนตัวหนึ่งในรก ที่มีส่วนทำให้ตับผลิตน้ำตาลเข้าสู่กระแสเลือดมากขึ้น จึงทำให้คุณแม่ขณะตั้งครรภ์เสี่ยงต่อการป่วยเป็นโรคเบาหวาน

5. ผู้ที่ใช้ยาปฏิชีวนะบางชนิดเป็นประจำ ก็มีโอกาสที่จะป่วยเป็นโรคเบาหวานได้เช่นกัน

6. ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย เนื่องจากการออกกำลังกายจะมีส่วนทำให้ร่างกายเผาพลาญได้ดีขึ้น และสร้างภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ได้ดีขึ้น

อาการเบื้องต้นของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่จะทราบได้ก็ต่อเมื่อทำการตรวจร่างกายด้วยการเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเท่านั้น ถ้าเราไม่ได้ทำการตรวจเลือดก็จะไม่ทราบได้เลยว่าตัวเองกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวานอยู่ สำหรับอาการที่จะแสดงว่าเราอาจจะมีโอกาสป่วยเป็นโรคเบาหวานได้นั้น จะได้แก่

1. ปวดปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนผู้ป่วยจะลุกขึ้นมาปัสสาวะเกือบตลอดเวลา และปัสสาวะออกเป็นจำนวนมาก ผู้ป่วยเด็กอาจจะเกิดการปัสสาวะรดที่นอน และถ้าปล่อยทิ้งไว้ก็อาจจะมีมดมาตอมปัสสาวะได้

2. กระหายน้ำเกือบตลอดเวลาเช่นกัน รวมทั้งดื่มมากเท่าไรก็ไม่รู้สึกว่าจะช่วยดับกระหายได้เลย เนื่องจากร่างกายต้องขับน้ำออกมาทางปัสสาวะเป็นจำนวนมาก จึงทำให้เรารู้สึกกระหายน้ำตามไปด้วย เพราะร่างกายต้องการน้ำเพื่อไปทดแทนน้ำที่สูญเสียไป

3. รู้สึกอ่อนเพลียตลอดเวลา ไม่มีแรง และปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายไม่สามารถเผาพลาญน้ำตาลมาใช้เป็นพลังงานได้ ทำให้เรารู้สึกอ่อนเพลีย เหมือนพักผ่อนไม่พอแม้จะนอนมากแล้วก็ตาม

4. น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว เกิดจากการที่ร่างกายทำการเผาพลาญไขมันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล ทำให้ผู้ป่วยน้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ทำการลดน้ำหนัก

5. เกิดการติดเชื้อราตามผิวหนัง มีอาการคันตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เนื่องจากร่างกายขาดน้ำทำให้ผิวหนังแห้งจึงเกิดการติดเชื้อราได้ง่าย

6. เกิดเป็นฝีขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกายเป็นประจำ นอกจากนี้แล้วถ้าเกิดมีบาดแผลขึ้น บาดแผลจะหายช้ากว่าปกติ

7. มีอาการตาพล่ามัว มองเห็นไม่ค่อยชัด รวมไปถึงผู้ที่สวมแว่นสายตาเป็นประจำ มักจะต้องทำการเปลี่ยนแว่นบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายพยายามขับน้ำตาลออกมาทางเลนส์ตา จึงมีผลทำให้ผู้ป่วยมีสายตาพล่ามัวมองเห็นไม่ชัดเจน

วิธีการป้องกันการเกิดโรคเบาหวาน
ดังที่กล่าวมาแล้วว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่เราสามารถป้องกันและดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ เพื่อให้ห่างไกลจากโรคเบาหวานได้ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของการเกิดโรคยิ่งต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ สำหรับวิธีการดูแลตัวเองจะได้แก่

1. เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยให้หลีกเลี่ยงการรับประทานแป้งและน้ำตาลให้น้อยลง แต่ควรรับประทานอาหารให้ครบหลัก 5 หมู่ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน ร่างกายจะได้สามารถนำสารอาหารเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างพอเพียง

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ หรืออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แต่ละครั้งไม่ควรน้อยกว่า 30 นาที และควรออกกำลังกายให้สมกับวัยหรือสภาพร่างกายของแต่ละคน

3. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อให้ร่างกายสามารถเข้าไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ในช่วงเวลาที่เรานอนหลับ

4. ถ้ามีน้ำหนักตัวมากกว่าปกติ ควรหาวิธีควบคุมน้ำหนัก

5. ตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ และทุกครั้งที่ทำการตรวจร่างกายควรเจาะเลือดเพื่อหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือด เพราะโรคเบาหวานถ้าทราบได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกจะทำให้ผลการรักษาเป็นไปได้ด้วยดี

โรคเบาหวานถึงจะเป็นโรคที่เป็นอันตรายร้ายแรงแต่การดูแลตัวเองในเรื่องต่างๆ ดังที่กล่าวมาก็จะมีส่วนช่วยทำให้คุณมีสุขภาพแข็งแรงและห่างไกลจากโรคเบาหวานได้เช่นกัน

 

โรคหัวใจ โรคยอดฮิตของคนไทย

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเดี๋ยวนี้คนเป็นโรคหัวใจกันมากขึ้น หลายคนรู้ตัวก่อนก็สามารถรักษาไว้ได้ทันเวลา แต่ขณะเดียวกันก็มีอีกหลายคนที่ไม่มีอาการแสดงใดๆ เมื่อรู้ตัวก็อาจสายไปเสียแล้ว ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เราน่าจะมาทำความรู้จัก “โรคหัวใจ” ให้มากขึ้นกันดีกว่า

ไลฟ์สไตล์เกี่ยวเนื่องกับหัวใจโดยตรง

  • ไม่เฉพาะแต่ผู้สูงอายุเท่านั้นที่มีความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะเดี๋ยวนี้หนุ่มสาววัยทำงานก็เสี่ยงเป็นโรคหัวใจมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัย รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปทำให้การใช้ชีวิตไร้คุณภาพ ไม่ว่าจะเป็น การกินอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นประจำ สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เครียดจากการทำงาน ขาดการออกกำลังกาย หรือพักผ่อนไม่เพียงพอ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยเสี่ยงได้ทั้งสิ้น และยิ่งหากมีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน โรคเบาหวาน หรือภาวะไขมันในเลือดและความดันโลหิตสูงด้วยแล้ว ยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจด้วย

รู้จัก “โรคหัวใจ”

  • โรคหัวใจ (Heart Disease) คือโรคที่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของหัวใจ สามารถแบ่งย่อยได้เป็นหลายกลุ่มโรค เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคลิ้นหัวใจ โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด และโรคติดเชื้อบริเวณหัวใจ เป็นต้น ซึ่งปัจจุบันโรคหัวใจและหลอดเลือดมีอัตราการเสียชีวิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยในแต่ละปีจะมีผู้เสียชีวิตด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด จำนวน 54,530 คน เฉลี่ยเสียชีวิตวันละ 150 คน หรือเฉลี่ยชั่วโมงละ 6 คนเลยทีเดียว

พฤติกรรมการใช้ชีวิต…เป็นสิ่งสำคัญ

  • สาเหตุสำคัญของโรคหัวใจโดยเฉพาะโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นมักเกิดจากปัจจัยเสี่ยงด้านพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ทำอยู่ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น การสูบหรือสูดดมควันบุหรี่ การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง มีรสหวาน และอาหารเค็ม และยังรวมไปถึงน้ำหนักตัว ความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดด้วย

สัญญานเตือน “โรคหัวใจ” ที่ต้องสังเกต
– เหนื่อยง่าย เวลาออกกําลังกาย หรือเดินเร็วๆ หายใจเข้าได้ลำบาก อาจจะเป็นตลอดเวลา เป็นขณะออกกำลังกาย หรือใช้แรงมาก หรือเป็นเฉพาะในเวลากลางคืน
– เจ็บหน้าอก หรือแน่นบริเวณกลางหน้าอก หรือด้านซ้าย หรือทั้ง 2 ด้าน ไม่สามารถนอนราบได้เหมือนปกติ เพราะจะรู้สึกเหนื่อยเวลาหายใจ และอึดอัดตรงหน้าอก
– มีอาการหอบจนต้องตื่นขึ้นมาหอบกลางดึก
– เป็นลมหมดสติไม่ทราบสาเหตุ
– ขา หรือเท้าบวมโดยไม่ทราบสาเหตุ ปลายมือ ปลายเท้า และริมฝีปากมีลักษณะเขียวคล้ำ

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็น “โรคหัวใจ”

  • วิธีที่จะรู้ว่าตนเองเป็นโรคหัวใจหรือไม่นั้น ก็ต้องเข้ารับการตรวจจากแพทย์ ซึ่งในการตรวจโรคหัวใจนั้นแพทย์จะวินิจฉัยด้วยการตรวจเหล่านี้

– ซักประวัติ หรือสอบถามประวัติ อาการเจ็บป่วยต่างๆ ที่พึงสงสัย รวมทั้งปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
– ตรวจร่างกายทุกระบบของร่างกาย รวมทั้งระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยฟังการเต้นของหัวใจ วัดความดันโลหิต
– ตรวจด้วยการเอกซเรย์ทรวงอก และตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG) โดยใช้สื่อนำคลื่นไฟฟ้าขนาดเล็กไปวางตามจุดต่างๆ ของร่างกาย
– ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะออกกำลังกาย (Exercise Stress Test: EST) คือ การให้ผู้ป่วยเดิน หรือวิ่งบนสายพานเพื่อกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น และดูการการเปลี่ยนแปลงของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ
– สำหรับผู้ที่ไม่พร้อมในการวิ่งสายพาน จะเป็นการตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiography) เพื่อดูกายวิภาคของหัวใจ ความหนาของผนังหัวใจ การเคลื่อนที่และการบีบตัว
– ตรวจหัวใจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT Coronary Artery) เพื่อวิเคราะห์หาเส้นเลือดที่ตีบจากการมีไขมันไปเกาะหลอดเลือดแดง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจอุดตันเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย
– หากเกิดข้อสงสัยว่าเป็นโรคหัวใจ การตรวจที่จะบอกได้แน่ชัด คือ การตรวจฉีดสีเพื่อดูเส้นเลือดหัวใจหรือ ที่เรียกว่าการสวนหลอดเลือดหัวใจ

ไม่อยากเป็นโรคหัวใจ…ก็ต้องรู้จักดูแลตัวเอง

  • เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตส่งผลต่อสุขภาพโดยตรง ถ้าอยากมีชีวิตที่ยืนยาว ก็ควร งดสูบบุรี่ หลีกเลี่ยงน้ำชา กาแฟ ของเสพติดมึนเมา ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ หลีกเลี่ยงความเครียด ควบคุมความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ รับประทานผักผลไม้ที่มีกากใยมากขึ้น นอกจากนี้ควรพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอ