เลือดกำเดาไหล กับการปฐมพยาบาล

ตอนเด็กๆ เคยเกิดเหตุ “เลือดกำเดาไหล” กันบ้างไหมคะ? สำหรับตัวเราเองนั้นเคยเห็นแต่คนอื่นเป็น นั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็หยดแหมะๆ ใส่เสื้อต่อหน้าต่อตา ทำไมเลือดกำเดาถึงไหล แล้วเรามีวิธีหยุดเลือดอย่างไรถึงจะถูกต้อง  วันนี้เรามีเคล็ดลับให้จำเอาไปใช้กัน

เลือดกำเดา คืออะไร?
เลือดกำเดา คือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง เกิดจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก ที่อาจเป็นเพราะเส้นเลือดในโพรงจมูกเปราะบางแตกง่ายด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาการที่เปลี่ยน (ร้อนเกินไป, หนาวเกินไป, แห้งเกินไป) สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ผลข้างเคียงจากอาการภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากการแคะ แกะ เกาในโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจมูก เป็นต้น

เลือดกำเดา มีกี่ชนิด?
ทราบหรือไม่ว่าเลือดกำเดาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกด้านหน้า มักเกิดขึ้นกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกในส่วนหน้าแตก ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถทำให้เลือดกำเดาหยุดไหลได้เอง
  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณโพรงจมูกด้านหลังแตก หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก จนอาจทำให้มีเลือดไหลลงไปในลำคอด้วย มักเกิดกับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอันตรายร้ายแรงบางอย่าง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

เลือดกำเดาไหลแบบไหน อันตราย
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • เลือดกำเดาไหลที่ด้านหลังโพรงจมูกจนไหลเข้าไปในลำคอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปมากกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 5 องศาเซลเซียส)

วิธีหยุดเลือดกำเดาไหลด้วยตัวเอง

  1. นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้หรือพื้น เอนตัวไปข้างหน้า และอาจก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้า ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูก แล้วหายใจทางปากราว 10 นาทีแล้วค่อยปล่อยนิ้ว หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามวิธีนี้อีกครั้ง
  2. ไม่นอนราบ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนเลือดออกมา ไม่กลืนลงไป เพราะเลือดกำเดาอาจไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อาเจียน เป็นต้น
  3. อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบริเวณสันจมูกขณะบีบจมูกไปด้วยก็ได้
  4. หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รับพบแพทย์โดยด่วน

เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงอยู่กับเราได้ยาวนาน

สำหรับวันนี้เรามีเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรงอยู่กับเราได้ยาวนานมาแนะนำกัน

คำถามคือเราจะรู้ได้ยังไงว่าตับแข็งแล้ว

หลายคนคงสงสัย ว่าเราจะรู้ได้ยังไงว่าตับเราแข็งรึยัง สภาพตอนนี้กี่ % แล้ว สองสามปีมานี้กินแอลกอฮอลล์หนักหน่วงมากยังกินต่อได้อีกนานมั้ย บลาๆๆ ถ้าเราเช็คตับได้เหมือนแบตเตอรี่ในมือถือของเราได้ก็คงดี

คนที่ตับ % เหลือน้อยแล้วจะได้ดูแลตัวเองซักที แต่ในเมื่อเราไม่สามารถเช็คได้แบบนั้น หรือเปิดร่างกายดูเองก็ไม่ได้ ไปหาหมอตรวจทีก็หลายตังค์อีกแล้วเราจะทำยังไงได้บ้างหละ… เบื้องต้น

ต้องหมั่นเช็คความผิดปกติของร่างกายของตัวเอง จริงๆระยะแรกเริ่มของโรคตับแข็งมักไม่ได้มีอาการออกมาให้เห็นชัดเจน อาจจะมีอาการเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ท้องอืด ท้องเฟ้อ ตัวเหลืองนัยน์ตาเหลือง หรือมีอาการคันตามเนื้อตามตัว

หากรู้สึกผิดปกติอย่างใดอย่างหนึ่งก็ควรจะเริ่มระแวดระวังสุขภาพตัวเองได้แล้วหากมีอาการเหล่านั้นแล้วไม่ได้สนใจหละ? ก็อาจจะเป็นโรคนี้ระยะสุดท้ายโดยไม่รู้ตัว อาการก็จะเข้าข่าย ดังต่อไปนี้ ท้องบวมขาบวม เป็นไข้เรื้อรังไม่หายสักที อาเจียนเป็นเลือด หากเลือดออกที่หลอดอาหารก็อาจจะเสียชีวิตได้ หรือระยะที่ตับวายไปแล้วก็จะเกิดผลกระทบทางสมอง เช่น เพ้อ ซึม ไม่รู้สึกตัว เป็นต้น

อ่านมาถึงตรงนี้แล้วรู้สึกอย่างไรกันบ้าง อาการของโรคนี้ ไม่ได้เกิดกับคนที่ดื่มแอลกอฮอลล์เสมอไป คนที่ไม่ได้ดื่มก็สามารถเป็นได้เหมือนกัน เช่น

  • โรคตับอักเสบ
  • ใช้ยาติดต่อกันนานๆ
  • ท่อน้ำดีอุดตัน
  • ภาวะหัวใจวายเรื้อรัง
  • โรคทางพันธุกรรม
  • ไขมันสะสมสูง เป็นต้น

ดังนั้น จงอย่าลืมหมั่นเช็คร่างกายตัวเองให้ปลอดภัยห่างไกลโรคกันนะ