มารู้จักข้อดีของการกินน้ำอุ่นกันเถอะ

  เชื่อว่าเกือบทุกคนมักจะชอบดื่มน้ำดื่มที่แช่เย็นในตู้เย็นเอาไว้แล้ว ยิ่งตอนที่อากาศร้อนร้อนการได้ดื่มน้ำเย็นจะช่วยให้ร่างกายคลายความร้อนลงไปมาก แต่คุณเชื่อหรือไม่ว่า น้ำดื่มที่ดีที่สุดและเหมาะสมกับร่างกายของคนเรา และมีประโยชน์มากที่สุดกลับเป็นน้ำอุ่น ซึ่งข้อมูลนี้นายแพทย์หลายคนก็ได้ออกมายืนยันเช่นกันว่าการดื่มน้ำอุ่นนั้นดีกว่าการดื่มน้ำเย็นเป็นอย่างมาก ดังนั้นวันนี้เราจะมาหาขอ้ดีของการดื่มน้ำอุ่นกันค่ะ

  1. ช่วยกระตุ้นให้นอนหลับฝันดี  เชื่อว่าหลายหลายคนคงจะเคยประสบกับปัญหาการนอนไม่หลับกันเป็นแน่ เชื่อหรือไม่ว่าหากก่อนนอนเราดื่มน้ำอุ่นเข้าไปสักแก้ว จะช่วยให้คุณนอนหลับสบาย ซ้ำการดื่มน้ำอุ่นจะยังเข้าไปช่วยให้อุณหภูมิในร่างกายมีความอบอุ่นขึ้นอีกด้วย การดื่มน้ำอุ่นก่อนนอนก็มีลักษณะคล้ายกับการดื่มนมอุ่นอุ่นก่อนนอนนั่นเอง
  2.  ว่ากันว่าการดื่มน้ำอุ่น จะช่วยเรื่องของการย่อยอาหารได้ดีมากมาก สำหรับคนที่ดื่มน้ำอุ่นเป็นประจำทุกวันจะมีระบบการย่อยอาหารที่ทำงานเป็นปกติเพราะ เขาว่าวันกันว่าน้ำอุ่นนั้นมีส่วนที่จะช่วยกระตุ้นให้การทำงานของต่อมย่อยอาหารทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยเรื่องของกรดในกระเพาะอาหารไม่ให้มีกรดมากเกินไปอีกด้วย และเมื่อปี ค.ศ. 2012 ได้มีการตีพิมพ์เอกสารการวิจัยออกมาว่า สำหรับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของหลอดทางเดินอาหาร เพียงแค่คุณทานน้ำอุ่นเป็นประจำก็จะสามารถใช้แก้ไขปัญหานี้ได้
  3.  รู้หรือเปล่าว่าหากคุณดื่มน้ำอุ่นทุกวัน และทุกมื้อมันจะช่วยชะลอความแก่ของคนให้แก่ช้าลง เพราะการดื่มน้ำอุ่นเป็นผลดีต่อผิวพรรณ แถมน้ำอุ่นยังช่วยจัดการกับสารพิษภายในร่างกาย ช่วยขับสารพิษเหล่านั้นออกจากร่างกายได้ ซึ่งสารพิษส่วนใหญ่จะมีผลทำให้เกิดริ้วรอยอยู่แล้ว ดังนั้นการดื่มน้ำอุ่นจึงช่วยให้ปัญหาริ้วรอยลดลง และหากอยากจะให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นด้วยละก็ กินน้ำอุ่นผสมน้ำมะนาวนิดหน่อยก็จะช่วยให้ชุ่มคอได้ดีอีกด้วย
  4. การดื่มน้ำอุ่น ก็มีส่วนช่วยลดอาการท้องผูกด้วยนะคะ อย่างที่รู้กันดีว่าหากกินน้ำน้อยท้องจะผูกดังนั้นการกินน้ำอุ่นเป็นประจำในปริมาณทีร่างกายต้องการก็จะสามารถแก้ปัญหาอาการท้องผูกได้เช่นกัน เพราะน้ำที่เราดื่มเข้าไปจะเข้าไปช่วยควบคุมการทำงานของลำไส้ให้มีการเคลื่อนที่ได้อย่างปกติ
  5. และการดื่มน้ำอุ่นยังจะมาช่วยในเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดให้ดึขั้นได้ดีอีกด้วย

 

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจซิฟิลิส

สาระน่ารู้อาการเริ่มต้นของคนเป็นไทรอยด์ 

            หลายคนคงได้ยินชื่อโรคไทรอยด์กันมาบ้างแล้วนะคำว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญพลังงานโดยไทรอยด์จะเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งในร่างกายจะอยู่ตรงบริเวณลำคอของคนไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง  ซึ่งหากใครที่มีปัญหาไทรอยด์ทำงานผิดปกติควรจะรีบรักษาเพราะหากปล่อยไว้นานๆจะเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษได้และอาจจะอันตรายถึงชีวิต ดังนั้นหากใครที่ยังไม่รู้ว่าอาการผิดปกติอย่างไรบ้างที่เป็นสัญญาณเตือนของไทรอยด์ทำงานผิดปกติเรามาดูกันค่ะ

  1. ผู้ป่วยที่เป็นโรคไทรอยด์มักจะมีอาการใจสั่นอ่อนเพลียและเหนื่อยง่าย ซึ่งหากพบว่ามีอาการหัวใจเต้นเร็วผิดปกติควรรีบไปพบแพทย์ เพราะถือว่าอยู่ในขั้นอาการหนักมากแล้ว
  2. สำหรับคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการผมร่วงเยอะมากเพราะไทรอยด์มีหน้าที่ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนในร่างกาย
  3. ต่อมไทรอยด์จะทำงานผิดปกติบางคนจะนอนไม่หลับทั้งที่เป็นคนนอนหลับง่าย และบางคนก็จะง่วงนอนได้ตลอดเวลาทั้งที่ก็นอนพักผ่อนเพียงพอแล้ว
  4. หากต่อมไทรอยด์ทำงานผิดปกติจะพบว่าบางคนอ้วนขึ้นทั้งที่การกินหรือการใช้ชีวิตประจำวันก็ยังเหมือนเดิม หรือบางคนก็ผมลงอย่างผิดปกติ ทั้งที่กินเท่าเดิมเนื่องจากระบบเผาผลาญทำงานผิดปกติ
  5. อีกข้อที่พบได้บ่อยคือบางคนจะรู้สึกหิวบ่อย กินอะไรก็อร่อย แต่บางคนก็ไม่หิว กินไม่ค่อยลง
  6. และมักจะมีปัญหาเกี่ยวกับระบบขับถ่ายไม่ปกติ บางคนถ่ายบ่อยขึ้นทั้งที่ไม่ได้ท้องเสีย หรือบางคนก็กินผักเยอะแต่ก็ยังท้องผูก
  7. บางคนมีปัญหาไทรอยด์หลังฮอร์โมนออกมามากผิดปกติเหงื่อก็ออกเยอะ แต่บางคนหากหลั่งฮอร์โมนออกมาน้อยก็จะทำให้ร่างกายหนาวได้ตลอดเวลา
  8. ถ้าต่อมไทรอยด์ส่งผลต่อความผิดปกติในการผลิตฮอร์โมนชาลง มีการเผาผลาญน้อยลง จะทำให้ผิวแห้งและมีเหงื่อออกน้อยรวมถึงเล็บอาจจะเปราะได้
  9. จุดสังเกตอาการของไทรอยด์มีปัญหาคือ ตรงบริเวณที่คอจะบวมและมีอาการเจ็บคอ เสียงจะเปลี่ยน
  10.  มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อโดยไม่ทราบสาเหตุทั้งที่ไม่ได้ทำอะไรหรือไม่ได้ยกของหนัก หรือมักจะมีอาการเป็นตะคริวบ่อย
  11.  มีความกระวนกระวายใจ ชอบคิดฟุ้งซ่านคิดเล็กคิดน้อยต่างๆ นั่นก็เพราะว่าต่อมไทรอยด์มีผลเรื่องของการผลิตฮอร์โมนในร่างกายดังนั้นหากใครที่มีปัญหาฮอร์โมนทำงานผิดปกติมักจะมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยซึ่งบางคนที่เป็นอาจคิดไม่ถึงเพราะคิดว่าเกิดจากความเครียดหรือเกิดจากใกล้จะวัยทอง ซึ่งที่จริงแล้วไม่ใช่ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องสังเกตอาการของเราให้ครบถ้วนเพื่อจะได้รีบรักษาได้ทันท่วงที

 

สนับสนุนโดย  ตรวจเอดส์ไม่เจอ

ถึงฤดูกาลของการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่กันแล้ว

         โดยปกติแล้วในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมจะเริ่มมีการเปิดให้ประชาชนได้รับวัคซีนไข้หวัดใหญ่เพื่อป้องกันการติดโรคไข้หวัดใหญ่กันซึ่งเป็นอีกรอบหนึ่งที่คนนิยมเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ต้องมีการพบเจอกันตามโรงเรียนเมื่อคนนึงเป็นไข้หวัดใหญ่อีกคนนึงก็มักจะติดตามเพื่อนไปด้วยดังนั้นทางกระทรวงสาธารณสุขจึงมักจะมีการกำหนดนโยบายออกมาว่าช่วงไหนที่เป็นไข้หวัดใหญ่มีการออกมาจำหน่ายก็ให้ประชาชนไปทำการฉีดวัคซีนซึ่งในปีนี้จะเริ่มให้ฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคมปี 2562 เป็นต้นไป

โดยในปีนี้นั้นทางรัฐบาลเองได้มีการออกมาช่วยเหลือประชาชนบางกลุ่มซึ่งอาจจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่โดยจะให้สามารถฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ฟรีซึ่งกลุ่มคนที่จะได้รับการฉีดวัคซีนปีนั้นก็จะมีตั้งแต่ผู้หญิงที่มีการท้องโดยอายุของคันนั้นจะต้อง 4 เดือนขึ้นไปถึงจะสามารถรับวัคซีนฟรีได้  หรือกลุ่มเด็กที่มีอายุระหว่าง 6 เดือนถึง 2 ขวบกลุ่มนี้ก็สามารถรับวัคซีนฟรีได้เช่นเดียวกันและกลุ่มคนชราที่มีอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไปหรือคนที่มีน้ำหนักอ้วนตั้งแต่ 100 กิโลกรัมขึ้นไป

และคนที่เป็นโรคพิกลพิการสมองไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และพวกกลุ่มภูมิคุ้มกันบกพร่องเริ่มของคนเป็นโรคเอดส์และโรคธาลัสซีเมียรวมถึงคนที่มีอาการป่วยเรื้อรังควบป่วยเป็นโรคหัวใจหรือโรคหอบหืดหรือโรคปอดกลุ่มคนเหล่านี้จะสามารถไปขอรับวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ฟรีโดยไม่เสียเงินโดยสถานที่จะใช้บริการได้ฟรีนั้นจะต้องไปติดต่อสถานที่บริการสาธารณสุขที่เป็นของรัฐบาลเท่านั้นส่งเอกชนนั้นจะสามารถใช้ได้บางสถานที่จึงต้องทำการเช็คดูก่อนหากต้องการไปฉีดวัคซีนที่สถานพยาบาลของเอกชนแต่ว่าคนที่จะไปฉีดวัคซีนฟรีได้นั้น

จะต้องมีการลงทะเบียนเพื่อขอรับวัคซีนก่อนซึ่งขั้นตอนการลงทะเบียนสามารถติดต่อได้ที่ LINE ID:@ucb kk  ซึ่ง LINE ID นี้จะเป็นการลงทะเบียนสำหรับคนที่อยู่ในเขตกรุงเทพฯเท่านั้นโดยจะมีขั้นตอนให้มีการลงทะเบียนเพื่อรับวัคซีนและจะมีการนัดวันไปฉีดวัคซีนกันอีกครั้งหนึ่งส่วนใครก็ตามที่ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขพี่จะได้รับวัคซีนฟรีก็สามารถไปฉีดวัคซีนได้ตามสถานพยาบาลทั่วๆไป

ซึ่งจะมีการคิดค่าบริการตามเงื่อนไขของแต่ละโรงพยาบาลนั้นๆโดยการฉีดวัคซีนนี้ประชาชนทุกคนควรจะมีการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เนื่องจากว่าเป็นโรคที่มักจะเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยและอยู่ในสถานการณ์ตอนนี้ที่ไวรัสโคโรน่ากำลังระบาดหากใครร่างกายอ่อนแอภูมิคุ้มกันไม่ดีก็อาจจะทำให้ติดเชื้อไวรัสโคโรน่าได้ง่ายดังนั้นการฉีดวัคซีนจะสามารถช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง

 

 

สนับสนุนโดย  ซื้อหวยฮานอย เว็บไหนดี

น้ำเซเลอรี่ไม่ใช่มีประโยชน์อย่างเดียวแต่โทษก็มีเหมือนกันนะ

     หลายคนคงเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของน้ำเชอรี่กันมาบ้างแล้วว่ามีคุณประโยชน์และวิตามินหลากหลายมากแค่ไหนอีกทั้งยังช่วยรักษาหรือซ่อมแซมโรคต่างๆได้ดีอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งโรคไขข้ออักเสบซึ่งคนส่วนใหญ่ที่รักสุขภาพมักจะมีการนำเซเลอรี่ มาปั่นเป็นน้ำดื่มเพื่อเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพกินในยามเช้าซึ่งเราจะเห็นกลุ่มสายเฮลตี้นิยมทำกัน

เรามักจะเห็นการโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องของการดื่มน้ำเซเลอรี่ในกลุ่มคนรักสุขภาพว่าจะช่วยในเรื่องของสารอาหารสูงและให้พลังงานต่ำดังนั้นคนที่ต้องการลดน้ำหนักจึงนิยมดื่มน้ำเซเลอรี่กันเป็นอย่างมากแต่ที่จริงแล้วคุณแม่น้ำเซเลอรี่จะมีประโยชน์มากมายแค่ไหนก็ตามแต่ก็มีโทษได้หากเรากินในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้ศึกษาให้ดีซะก่อนว่าจริงๆแล้วน้ำทะเลนั้นไม่ได้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยสำหรับคนที่มีอาการป่วยด้วยปัญหาโรคไตนั้นไม่ควรที่จะทานน้ำเซเลอรี่เป็นอย่างยิ่งเคอรี่มีโพแทสเซียมสูง

ดังนั้นหากเราเป็นโรคไตแล้วการกินน้ำเซเลอรี่เข้าไปก็จะเป็นการไปเพิ่มโพแทสเซียมในร่างกายให้มีมากจนเกินไปซึ่งจะมีอันตรายผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างมากการดื่มน้ำเซเลอรี่ที่ดีนั้นเราสามารถดื่มได้แต่ควรดื่มให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่ควรดื่มมากจนเกินไปและการกินน้ำเซเลอรี่นั้นไม่ควรกินเฉพาะเชอรี่อย่างเดียวแต่ควรนำมาปั่นผสมกับผักชนิดอื่นๆเพื่อที่เราจะได้รับสารอาหารจากผักชนิดอื่นๆ

มาหมุนเวียนปนกันไปเพราะการกินแค่น้ำเสร็จหรืออย่างเดียวเราก็ได้สารอาหารจากเคอรี่อย่างเดียวเท่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและที่สำคัญก่อนที่เราจะนำสตอรี่มาทำการปั่นกินน้ำนั้นเราควรมีการล้างผักเซเลอรี่ให้สะอาดเสียก่อนเพราะอาจจะมีสารตกค้างจากสารพิษหรือพวกยาฆ่าหญ้าดังนั้นการแช่ไว้ในน้ำซัก 15 นาทีก่อน

ที่เราจะเอามาหั่นเพื่อไปปั่นในเครื่องปั่นก็จะเป็นการดีมากเพราะจะช่วยให้เราสามารถล้างสารพิษที่ตกค้างออกไปได้และจริงๆแล้วการกินเซเลอรี่นั้นไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะการปั่นเป็นน้ำเท่านั้นเราสามารถไปกินกับพวกผักสลัดหรือว่าจะต้มในน้ำซุปก็สามารถกินได้เช่นเดียวกันที่สำคัญอย่าลืมศึกษารายละเอียดว่าลอตเตอรีนั้นเหมาะกับคนกลุ่มไหนประเภทอะไรหรือผู้ป่วยโรคไหนที่ไม่สามารถกินเชอรี่ได้เพราะฉะนั้นหากเกิดกินเข้าไปแล้วมีอาการแพ้อาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นเดียวกัน

       ผักทุกชนิดหรืออาหารทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และโทษปะปนกันไปดังนั้นก่อนที่จะกินอะไรเราควรจะมีการศึกษาข้อมูลให้เข้าใจถึงสิ่งที่เราจะกินเสียก่อนเพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรากินสูงสุด

 

 

ได้รับกรสนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

กินยังไงให้ผอม

วันนี้เว็บ  หวยออนไลน์บาทละ 950  ของเรามีเทคนิคดีๆมาฝากทุกคนที่กำลังมีความตั้งใจในการลดน้ำหนัก หรือ ไดเอท กัน เพราะเทคนิคนี้ไม่ได้ให้คุณอดอาหาร ใช่แล้ว! ไม่ได้คุณอดอาหาร คุณเข้าใจถูกแล้ว เพราะวันนี้เราจะนำเสนอเทคนิคการกินที่จะทำให้คุณผอมได้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านแล้วไปทำตามดูสิ

  1. เลือกกินอาหารแคลอรี่ต่ำ 

การที่คุณอยากผอมหรือกำลังตั้งใจลดน้ำหนัก คุณควรจะใส่ใจในการเลือกกินมากๆ เพราะการที่คุณเลือกกินอาหารที่ดีและแคลอรี่ต่ำจะทำให้คุณผอมหรือลดน้ำหนักง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ไข่ต้ม อกไก่ย่าง หรือ ปลาทะเล ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนดีต่อร่างกายคุณ แต่หากคุณไปเลือกกิน ไข่เจียว น่องไก่ทอด หรือ ขาหมู รับรองคุณจะได้แคลอรี่จากอาหารเป็นจำนวนมหาศาล และหากคุณเผาผลาญไม่ทัน คุณก็จะหมดสิทธิ์ผอมทันที เพราะแบบนี้เองการเลือกกินอาหารแคลอารี่ต่ำจะช่วยทำให้คุณผอมหรือลดน้ำหนักง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

  1. กินผักให้มากขึ้น

การที่ร่างกายกินอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมันแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วร่างกายยังต้องการสารอาหาร จำพวก วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งแหล่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นั้นอยู่ในผัก ผักแต่ละสีจะมีวิตามินและแร่ธาตุแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณควรจะกินผักหลากสี เพราะจะทำให้ร่างกายคุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน เพราะบางทีที่เรารู้สึกหิวนั้นไม่ได้แปลว่าร่างกายต้องการอาหารนะ แต่ร่างกายเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างหาก เพราะแบบนี้เองคุณควรจะเลือกกินผักหลายหลายสีด้วยนะ 

  1. กินช็อคโกแลตเป็นของหวาน

คุณคงตกใจว่าลดน้ำหนักอยู่ แล้วทำไมกินช็อคโกแลตได้ คุณกินได้นะ แต่คุณต้องเลือกกินดาร์กช็อคโกแลตแทนแค่นั้นเอง เพราะการที่ร่างกายเราได้ความหวานจากดาร์กช็อคโกแลต จะทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีและอยากของหวานน้อยลง แถมดาร์กช็อคโกแลตยังช่วยเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระด้วยนะ เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยบำรุงผิวเราทางอ้อมอีกด้วย แต่อย่าเผลอกินเยอะไปละ กินแค่พอประมาณนะ 1-2 ชิ้นก็พอ

  1. กินเผ็ดสักนิด

การกินเผ็ดจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายได้ดีทีเดียว เพราะการที่เรากินเผ็ดจะทำให้ไปกระตุ้นระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารละ แต่คุณอย่ากินเผ็ดจนเกินไปนะ เพราะอาจจะทำให้คุณปวดท้องได้นะ  

ง่ายๆแค่นี้คุณก็สามารถ กินยังไงให้ผอม ได้แล้ว และถ้าออกกำลังกายด้วยรับรองผอมเร็วชัวร์ คุณลองไปทำตามดูสิแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รู้ไว้ เรื่องใกล้ตัว

  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ร้ายเเรงอีกโรคหนึ่ง เพราะทำไห้เสียชีวิต หรือต้องกินยาไปตลอดชีวิตก็ได้ อาจจะทำไห้เราไม่มีความสุขในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะโรคบางโรค สังคมอาจจะรังเกียจ หรือ อาจจะกลัวเราไปเลยก็ได้ ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็จะมีหลากหลายโรค เเละหลากหลายความรุนเเรง จำเเนกออกไป ตามเชื้อไวรัส หรือเชื้อเเบคทีเรีย ที่เราได้รับเข้าไป ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เเบ่งได้เป็นหลายๆโรค เลย คือ

 1.โรคหนองใน โรคหนองใน จะเเบ่งเป็นหนองในเเท้เเละหนองในเทียม ซึ่งโรคหนองใน ถึงจะไม่รุนเเรงมากนัก เเต่ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดไห้กับคนที่ได้รับเชื้อเเบคทีเรียตัวนั้นได้เช่นกัน เพราะเป็นอะไรที่เเสบมากเวลาเป็น ซึ่งโรคหนองในจะมี2อย่างคือ หนองในเเท้ ซึ่งหนองในเเท้ สามารถสังเกตได้ง่ายๆเลยคือ มีหนองออกจากองคชาติ หรือ ช่องคลอด มีอาการเเสบ เเละเวลาฉี่ก็เเสบขัดจนทนไม่ไหว การรักษาหนองในเเท้ ต้องฉีดยาอย่างเดียว เพื่อยับยั้งการลุกลาม ส่วนหนองในเทียม ก็จะมีเเค่หนองออกมาเฉยๆ เเละไม่ต้องฉีดยา เเต่ต้องกินยาปฏิชีวนะ เเละหนองในเทียมรักษาง่ายกว่า

 2.โรคเอดส์ โรคนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะว่า เป็นโรคยอดฮิตที่ พบเจอได้เป็นอันดับต้นๆของโรคติดต่อที่มาจากเพศสัมพันธ์เลยก็ว่าได้ เพราะโรคเอดส์ สามารถเป็นกันได้ทุกคน หากได้รับเชื้อ ส่วนใครที่ไม่เเน่ใจว่าเป็นหรือไม่ หรืออาจจะมีความเสี่ยง ก็สามารถไปตรวจได้เลย ที่สำคัญตรวจฟรีด้วย ไปทันเวลาก็อาจจะได้รับการรักษาทันที เเละได้ยาต้านเชื้อไวรัสด้วย ซึ่งโรคนี้ ไม่สามารถรักษาไห้หายได้อย่างปลิดทิ้ง เเต่จะทำได้เเค่ต้านเชื้อเอดส์เท่านั้น 

3.โรคซิฟิลิส โรคนี้ คนอาจจะเป็นกันเยอะ เเต่ไม่รู้ตัว เพราะเป็นโรคที่เกิดขี้นมาเเล้วหายไปเอง เเต่พอมาเป็นอีกที คือระยะเรื้อรังไปเเล้ว เเละการรักษา ก็ยากมาก เพราะอาจจะลุกลาม ไปขึ้นบริเวณภายในร่างกาย เพราะโรคซิฟิลิส เเบ่งเป็น4ระยะ ซึ่ง2ระยะแรก เป็นเเค่ตุ่มๆ ขึ้นตามร่างกาย เเละจะหายไปเอง ระยะที่3-4 ก็จะเป็นระยะเรื้อรัง คือรักษาไม่ได้เเล้ว

 ส่วนใครที่มีอาการเป็นตุ่มน้ำเเดงๆ ก็ควรรีบไปตรวจรักษา เพราะถ้าเราเป็นเเล้วจะได้รักษาไห้หายได้ทันที ซึ่ง3โรคที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต ที่คนนิยมเป็นกันมากที่สุด เเต่อย่านิ่งนอนใจ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ติดได้ตั้งเเต่เด็กยันคนเเก่ เเละขออย่านิ่งนอนใจ เมื่อมีอะไรผิดปกติของร่างกาย ควรรีบไปตรวจทันที เพราะอาจจะเป็นโรคเหล่านี่ก็ได้ เพียงเเค่ไม่ออกอาการเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ และริดสีดวงทวาร

โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ และริดสีดวงทวาร

1. หัวใจวาย/เส้นโลหิตหัวใจอุดตัน
อีกหนึ่งโรคที่อันตราย แล้วก็คนไม่ใช่น้อย ที่ไม่รู้มาก่อนว่าตนเองเป็นโรคนี้จนถึงแทบเอาชีวิตไม่รอด เว้นแต่ความประพฤติปฏิบัติการใช้ชีวิตที่ทำงานหักโหม เหนื่อย มีความเคร่งเครียดสะสม จนถึงทำให้ไม่ว่างบริหารร่างกาย รวมทั้งรับประทานอาหารดีๆ มีสาระแล้ว ความประมาทและไม่มีความระมัดระวังและมีความคิดว่าตนเองแข็งแรงดี บริหารร่างกายบ่อยๆ อย่างไรก็ไม่เป็นโรค บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหัวใจวายฉับพลันได้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าการตรวจร่างกายธรรมดาบางทีอาจไม่สามารถที่จะตรวจเจอโรคนี้ได้

แนวทางคุ้มครองปกป้อง นอกเหนือจากการบริหารร่างกายเสมอๆ ควรที่จะทำการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์รับประทานผักและก็รับประทานผลไม้ ลดของมัน ของทอด อาหารหวาน ถ้ามีลักษณะอาการแน่นหน้าอกขณะบริหารร่างกาย เดินขึ้นบันได วิ่ง หรือใช้แรงหนักๆ ควรจะรีบเจอหมอเพื่อตรวจหัวใจอย่างละเอียด
2. ไขมันพอกตับ
ภัยร้ายที่พร้อมจะรุกรามวัยทำงานทุกคนที่อยู่ในสภาวะอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะความดันโลหิตสูง รวมทั้งดื่มสุราเสมอๆ แรกๆ ผู้ป่วยจะไม่มีการแสดงอาการอะไรก็แล้วแต่เลยทำให้ประมาท ไม่ระวังเนื้อระวังตัว แล้วก็ยังกินอาหารไขมันสูง แป้งและน้ำตาลสูง จวบจนกระทั่งเริ่มมีลักษณะเบื่อข้าว ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้อง ของกินไม่ย่อย และก็บางทีอาจเสี่ยงโรคตับแข็งได้ในท้ายที่สุด

แนวทางคุ้มครองปกป้อง คือ รับประทานผักและผลไม้ให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ลดของทอดของมันของว่าง บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควบคุมน้ำหนักอยู่เป็นประจำ
3. ริดสีดวงทวาร
โรคที่ชาวไทยรู้จักกันมาอย่างเป็นเวลานาน แต่ว่าก็พบได้บ่อยอยู่เรื่อยรวมทั้งมีแววว่าจะเจอในอายุที่ลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน มูลเหตุมาจากของกินที่เป็นเนื้อสัตว์ติดมัน แป้ง น้ำตาล รวมทั้งกินผักและผลไม้ และน้ำน้อย จนถึงทำให้มีลักษณะท้องผูกเป็นประจำถ่ายไม่ตรงเวลา รวมถึงการนั่งอยู่บนชักโครกนานๆ ก็ส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่ปากทวารหนักมากขึ้นด้วย

แนวทางคุ้มครองปกป้อง ทานผักและทานผลไม้ รวมถึงน้ำดื่มให้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นั่งบนชักโครกนานเกินความจำเป็น และก็บริหารร่างกายเสมอๆ จะช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้นได้

ผอมแล้วก็ต้องออกกำลังกาย

การออกกำลังกายสำหรับคนผอม

ผอมแล้วต้องออกกำลังกายด้วยหรอ จริงๆ การออกกำลังกายไม่ใช่แค่การที่ทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ หรือเพียงแค่ทำให้รูปร่างของคุณดีขึ้น แต่เป็นการออกเพื่อสุขภาพต่างหาก สำหรับคนที่ผม จะเน้นการออกกำลังแบบ resistance training เป็นหลัก คือ การออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ที่มีน้ำหนักให้เกิดแรงต้าน เช่น ดัมเบลล์ บาร์เบลล์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้คุณมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะไม่เน้นมากในการเพิ่มน้ำหนัก ขอแนะนำว่าถ้าจะได้ผลในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างเห็นได้ชัด อาจเข้าฟิตเนสที่มีผู้ให้คำแนะนำในการใช้อุปกรณ์สำหรับ resistance training สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย

Warm-up : ว่าใครจะเริ่มออกกำลังกายก็อบอุ่นร่างกายก่อน เพราะจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้ โดยอาจวอร์มด้วยการเดิน หรือเดินเร็ว ประมาณ 5-10 นาที ตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อมัดหลักๆ หรือส่วนที่จะใช้ในการออกกำลังกายต่อไป โดยแต่ละส่วนให้ทำการยืดค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที หรืออาจจะใช้วิธีการยกน้ำหนักเบาๆ ออกกำลังกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ส่วนละประมาณ 12-15 ครั้งต่อเซต ไม่เกิน 2 เซต

Resistance Training : ออกกำลังกายแบบเน้นใช้อุปกรณ์ โดยเน้นเล่นแบบเฉพาะสัดส่วน ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงในส่วนที่อยากจะเพิ่มหรือลดเฉพาะ โดยควรเริ่มออกกำลังทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดหลัก โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปหามัดเล็ก โดยเริ่มจากกลุ่มของกล้ามเนื้อขา หลัง อก ท้อง และแขน น้ำหนักที่ใช้ควรจะสามารถยกได้เต็มที่ 10-12 ครั้ง ในหนึ่งเซต ยก 2-3 เซต ในแต่ละท่า โดยในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อสามารถออกกำลังกายได้ 2 ท่า ในแต่ละครั้งที่ออกกำลังกายให้ใช้อุปกรณ์ หรือท่าออกกำลังกายประมาณ 8-10 ท่า ควรจะต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

Cool-Down : ยกตัวอย่างหากกำลังวิ่งอยู่เมื่อจะหยุดให้ค่อยๆ ลดความเร็วของเครื่องวิ่ง หรือวิ่งเหยาะๆ ช้าลง เรื่อยๆ กระทั่งหยุด ทั้งนี้ในบทความนี้คือเน้นการยืดกล้ามเนื้อในส่วนที่ใช้ในการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยทำการยืดค้างไว้ 15 -45 วินาที ในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อ

ผู้ที่ผอมจนเกินไปและอยากจะเพิ่มน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถช่วยได้เช่นกัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ต้องหักโหมมากจนร่างกายเราได้รับบาดเจ็บเหลือเหนื่อยเกินตัว จะทำให้ร่างกายยิ่งทรุดหนักขึ้น ผอมมากไปอีก และหากปฏิบัติตัวเช่นนี้สม่ำเสมอ น่าจะช่วยให้ร่างกายดูมีน้ำมีนวลขึ้นได้ แถมยังได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการ สาเหตุ การรักษา มาดูกัน

สาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นพ.ธรณัส กระต่ายทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร โรคตับ และแพทย์ผู้ชํานาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ระบุว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดไหนก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดและสาเหตุของการเกิดมะเร็งลําไส้ใหญ่ก็เช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และมีสาเหตุที่เกิดขึ้นร่วมกันมากกว่าหนึ่งปัจจัย ได้แก่

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม (genetic) ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อ ลําไส้ใหญ่บางชนิด จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้
  • ส่วนปัจจัยแวดล้อมภายนอก (epigenetic) ได้แก่
  1. รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป เช่น เนื้อแดง เนื้อสัตว์ติดมัน รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  3. ไม่รับประทานหรือทานผักผลไม้ที่มีกากใยน้อย
  4. มีอาการท้องผูกบ่อยๆ
  5. เป็นโรคอ้วน ไม่ออกกำลังกาย
  6. สูบบุหรี่จัด
  7. ดื่มแอลกอฮอล์
  8. อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
    ขับถ่ายผิดปกติท้องผูกสลับท้องเสีย
  9. มีเลือดออกทางทวาร
  10. อุจจาระปนเลือด หรือมีสีคลํ้า
  11. อุจจาระมีลักษณะเป็นเส้นเล็กลง
  12. อาจมีอาการปวดท้อง เช่น ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านซ้ายของลําไส้ใหญ่ จะมีอาการลําไส้อุดตันมีอาการปวดเหมือนลําไส้ถูกบิด ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านหน้า จะปวดท้องคล้ายคนเป็นไส้ติ่ง

 

ทำไมเราต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่?

เหตุผลที่เราต้องตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Screening Colorectal Cancer) จะเป็นการตรวจยีน และส่องกล้องทั้งเพศชายและเพศหญิง หากไม่มีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งเลยโดยเลือกที่จะละเลยมันไปจะทําให้ตรวจพบในระยะท้ายๆ ที่มีการแสดงอาการของโรคแล้ว ดังนั้นหากเราหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันเพิ่มขึ้นโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพแบบตรงจุดเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือหากเป็นโรค เมื่อได้รับการตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ จะสามารถเพิ่มโอกาสให้รักษาหายได้

นพ.ธรณัส กระต่ายทอง ให้คําแนะนําอีกว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง (colonoscopy) โดยเข้ารับการตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5-10 ปี ตามคําแนะนําสําหรับคนปกติ แต่ถ้าพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ หรือมะเร็งบางชนิดจําเป็นต้องได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องช่วงอายุเร็วกว่าปกติ

ตรวจคัดกรองเพิ่มเติม เพิ่มความละเอียดสำหรับคนที่มีความเสี่ยง
คนที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง สามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรมได้จากการตรวจยีนเพียงการเก็บเลือด 6 มิลลิลิตร และส่งห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์ โดยใช้เทคโนโลยี “NGS” ที่มีความถูกต้อง แม่นยํา และ ปลอดภัย ได้รับมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา หากตรวจแล้วพบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนเกิดขึ้นอันอาจจะนําไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนําเรื่องความเหมาะสมของการตรวจคัดกรองอื่นๆ เพิ่มเติม และอาจต้องตรวจด้วยการส่องกล้องเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 50 ปี ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร อีกทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพสูงในแง่ของการป้องกันและรักษา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานมากกว่าวิธีอื่นๆ

ในปัจจุบันนี้ เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้การตรวจพบโรคทําได้เร็วขึ้น และช่วยให้รักษาเพิ่มโอกาสรักษาให้หายได้ดียิ่งขึ้น

เลือดกำเดาไหล กับการปฐมพยาบาล

ตอนเด็กๆ เคยเกิดเหตุ “เลือดกำเดาไหล” กันบ้างไหมคะ? สำหรับตัวเราเองนั้นเคยเห็นแต่คนอื่นเป็น นั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็หยดแหมะๆ ใส่เสื้อต่อหน้าต่อตา ทำไมเลือดกำเดาถึงไหล แล้วเรามีวิธีหยุดเลือดอย่างไรถึงจะถูกต้อง  วันนี้เรามีเคล็ดลับให้จำเอาไปใช้กัน

เลือดกำเดา คืออะไร?
เลือดกำเดา คือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง เกิดจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก ที่อาจเป็นเพราะเส้นเลือดในโพรงจมูกเปราะบางแตกง่ายด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาการที่เปลี่ยน (ร้อนเกินไป, หนาวเกินไป, แห้งเกินไป) สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ผลข้างเคียงจากอาการภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากการแคะ แกะ เกาในโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจมูก เป็นต้น

เลือดกำเดา มีกี่ชนิด?
ทราบหรือไม่ว่าเลือดกำเดาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกด้านหน้า มักเกิดขึ้นกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกในส่วนหน้าแตก ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถทำให้เลือดกำเดาหยุดไหลได้เอง
  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณโพรงจมูกด้านหลังแตก หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก จนอาจทำให้มีเลือดไหลลงไปในลำคอด้วย มักเกิดกับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอันตรายร้ายแรงบางอย่าง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

เลือดกำเดาไหลแบบไหน อันตราย
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • เลือดกำเดาไหลที่ด้านหลังโพรงจมูกจนไหลเข้าไปในลำคอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปมากกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 5 องศาเซลเซียส)

วิธีหยุดเลือดกำเดาไหลด้วยตัวเอง

  1. นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้หรือพื้น เอนตัวไปข้างหน้า และอาจก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้า ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูก แล้วหายใจทางปากราว 10 นาทีแล้วค่อยปล่อยนิ้ว หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามวิธีนี้อีกครั้ง
  2. ไม่นอนราบ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนเลือดออกมา ไม่กลืนลงไป เพราะเลือดกำเดาอาจไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อาเจียน เป็นต้น
  3. อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบริเวณสันจมูกขณะบีบจมูกไปด้วยก็ได้
  4. หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รับพบแพทย์โดยด่วน