น้ำเซเลอรี่ไม่ใช่มีประโยชน์อย่างเดียวแต่โทษก็มีเหมือนกันนะ

     หลายคนคงเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของน้ำเชอรี่กันมาบ้างแล้วว่ามีคุณประโยชน์และวิตามินหลากหลายมากแค่ไหนอีกทั้งยังช่วยรักษาหรือซ่อมแซมโรคต่างๆได้ดีอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งโรคไขข้ออักเสบซึ่งคนส่วนใหญ่ที่รักสุขภาพมักจะมีการนำเซเลอรี่ มาปั่นเป็นน้ำดื่มเพื่อเป็นน้ำดื่มเพื่อสุขภาพกินในยามเช้าซึ่งเราจะเห็นกลุ่มสายเฮลตี้นิยมทำกัน

เรามักจะเห็นการโฆษณาเกี่ยวกับเรื่องของการดื่มน้ำเซเลอรี่ในกลุ่มคนรักสุขภาพว่าจะช่วยในเรื่องของสารอาหารสูงและให้พลังงานต่ำดังนั้นคนที่ต้องการลดน้ำหนักจึงนิยมดื่มน้ำเซเลอรี่กันเป็นอย่างมากแต่ที่จริงแล้วคุณแม่น้ำเซเลอรี่จะมีประโยชน์มากมายแค่ไหนก็ตามแต่ก็มีโทษได้หากเรากินในปริมาณที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้ศึกษาให้ดีซะก่อนว่าจริงๆแล้วน้ำทะเลนั้นไม่ได้เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัยสำหรับคนที่มีอาการป่วยด้วยปัญหาโรคไตนั้นไม่ควรที่จะทานน้ำเซเลอรี่เป็นอย่างยิ่งเคอรี่มีโพแทสเซียมสูง

ดังนั้นหากเราเป็นโรคไตแล้วการกินน้ำเซเลอรี่เข้าไปก็จะเป็นการไปเพิ่มโพแทสเซียมในร่างกายให้มีมากจนเกินไปซึ่งจะมีอันตรายผู้ป่วยโรคไตเป็นอย่างมากการดื่มน้ำเซเลอรี่ที่ดีนั้นเราสามารถดื่มได้แต่ควรดื่มให้ในปริมาณที่พอเหมาะไม่ควรดื่มมากจนเกินไปและการกินน้ำเซเลอรี่นั้นไม่ควรกินเฉพาะเชอรี่อย่างเดียวแต่ควรนำมาปั่นผสมกับผักชนิดอื่นๆเพื่อที่เราจะได้รับสารอาหารจากผักชนิดอื่นๆ

มาหมุนเวียนปนกันไปเพราะการกินแค่น้ำเสร็จหรืออย่างเดียวเราก็ได้สารอาหารจากเคอรี่อย่างเดียวเท่านั้นซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและที่สำคัญก่อนที่เราจะนำสตอรี่มาทำการปั่นกินน้ำนั้นเราควรมีการล้างผักเซเลอรี่ให้สะอาดเสียก่อนเพราะอาจจะมีสารตกค้างจากสารพิษหรือพวกยาฆ่าหญ้าดังนั้นการแช่ไว้ในน้ำซัก 15 นาทีก่อน

ที่เราจะเอามาหั่นเพื่อไปปั่นในเครื่องปั่นก็จะเป็นการดีมากเพราะจะช่วยให้เราสามารถล้างสารพิษที่ตกค้างออกไปได้และจริงๆแล้วการกินเซเลอรี่นั้นไม่จำเป็นต้องกินเฉพาะการปั่นเป็นน้ำเท่านั้นเราสามารถไปกินกับพวกผักสลัดหรือว่าจะต้มในน้ำซุปก็สามารถกินได้เช่นเดียวกันที่สำคัญอย่าลืมศึกษารายละเอียดว่าลอตเตอรีนั้นเหมาะกับคนกลุ่มไหนประเภทอะไรหรือผู้ป่วยโรคไหนที่ไม่สามารถกินเชอรี่ได้เพราะฉะนั้นหากเกิดกินเข้าไปแล้วมีอาการแพ้อาจจะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตได้เช่นเดียวกัน

       ผักทุกชนิดหรืออาหารทุกชนิดมีทั้งประโยชน์และโทษปะปนกันไปดังนั้นก่อนที่จะกินอะไรเราควรจะมีการศึกษาข้อมูลให้เข้าใจถึงสิ่งที่เราจะกินเสียก่อนเพื่อที่เราจะได้รับประโยชน์จากสิ่งที่เรากินสูงสุด

 

 

ได้รับกรสนับสนุนโดย  หวยลาวจ่ายบาทละเท่าไร

กินยังไงให้ผอม

วันนี้เว็บ  หวยออนไลน์บาทละ 950  ของเรามีเทคนิคดีๆมาฝากทุกคนที่กำลังมีความตั้งใจในการลดน้ำหนัก หรือ ไดเอท กัน เพราะเทคนิคนี้ไม่ได้ให้คุณอดอาหาร ใช่แล้ว! ไม่ได้คุณอดอาหาร คุณเข้าใจถูกแล้ว เพราะวันนี้เราจะนำเสนอเทคนิคการกินที่จะทำให้คุณผอมได้ ถ้าไม่เชื่อก็ลองอ่านแล้วไปทำตามดูสิ

  1. เลือกกินอาหารแคลอรี่ต่ำ 

การที่คุณอยากผอมหรือกำลังตั้งใจลดน้ำหนัก คุณควรจะใส่ใจในการเลือกกินมากๆ เพราะการที่คุณเลือกกินอาหารที่ดีและแคลอรี่ต่ำจะทำให้คุณผอมหรือลดน้ำหนักง่ายขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ไข่ต้ม อกไก่ย่าง หรือ ปลาทะเล ต่างๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนดีต่อร่างกายคุณ แต่หากคุณไปเลือกกิน ไข่เจียว น่องไก่ทอด หรือ ขาหมู รับรองคุณจะได้แคลอรี่จากอาหารเป็นจำนวนมหาศาล และหากคุณเผาผลาญไม่ทัน คุณก็จะหมดสิทธิ์ผอมทันที เพราะแบบนี้เองการเลือกกินอาหารแคลอารี่ต่ำจะช่วยทำให้คุณผอมหรือลดน้ำหนักง่ายขึ้นอย่างแน่นอน

  1. กินผักให้มากขึ้น

การที่ร่างกายกินอาหารจำพวกแป้ง เนื้อสัตว์ และไขมันแล้ว คุณรู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วร่างกายยังต้องการสารอาหาร จำพวก วิตามินและแร่ธาตุ ซึ่งแหล่งวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ นั้นอยู่ในผัก ผักแต่ละสีจะมีวิตามินและแร่ธาตุแตกต่างกันออกไป ดังนั้นคุณควรจะกินผักหลากสี เพราะจะทำให้ร่างกายคุณได้รับวิตามินและแร่ธาตุครบถ้วน เพราะบางทีที่เรารู้สึกหิวนั้นไม่ได้แปลว่าร่างกายต้องการอาหารนะ แต่ร่างกายเราต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างหาก เพราะแบบนี้เองคุณควรจะเลือกกินผักหลายหลายสีด้วยนะ 

  1. กินช็อคโกแลตเป็นของหวาน

คุณคงตกใจว่าลดน้ำหนักอยู่ แล้วทำไมกินช็อคโกแลตได้ คุณกินได้นะ แต่คุณต้องเลือกกินดาร์กช็อคโกแลตแทนแค่นั้นเอง เพราะการที่ร่างกายเราได้ความหวานจากดาร์กช็อคโกแลต จะทำให้เรารู้สึกอารมณ์ดีและอยากของหวานน้อยลง แถมดาร์กช็อคโกแลตยังช่วยเรื่องสารต้านอนุมูลอิสระด้วยนะ เพราะมีสารฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยบำรุงผิวเราทางอ้อมอีกด้วย แต่อย่าเผลอกินเยอะไปละ กินแค่พอประมาณนะ 1-2 ชิ้นก็พอ

  1. กินเผ็ดสักนิด

การกินเผ็ดจะช่วยเพิ่มการเผาผลาญของร่างกายได้ดีทีเดียว เพราะการที่เรากินเผ็ดจะทำให้ไปกระตุ้นระบบเผาผลาญและระบบย่อยอาหารละ แต่คุณอย่ากินเผ็ดจนเกินไปนะ เพราะอาจจะทำให้คุณปวดท้องได้นะ  

ง่ายๆแค่นี้คุณก็สามารถ กินยังไงให้ผอม ได้แล้ว และถ้าออกกำลังกายด้วยรับรองผอมเร็วชัวร์ คุณลองไปทำตามดูสิแล้วคุณจะรู้ว่ามันไม่ใช่เรื่องยาก

โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รู้ไว้ เรื่องใกล้ตัว

  โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เป็นโรคที่ร้ายเเรงอีกโรคหนึ่ง เพราะทำไห้เสียชีวิต หรือต้องกินยาไปตลอดชีวิตก็ได้ อาจจะทำไห้เราไม่มีความสุขในชีวิตเลยก็ว่าได้ เพราะโรคบางโรค สังคมอาจจะรังเกียจ หรือ อาจจะกลัวเราไปเลยก็ได้ ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ก็จะมีหลากหลายโรค เเละหลากหลายความรุนเเรง จำเเนกออกไป ตามเชื้อไวรัส หรือเชื้อเเบคทีเรีย ที่เราได้รับเข้าไป ซึ่งโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เเบ่งได้เป็นหลายๆโรค เลย คือ

 1.โรคหนองใน โรคหนองใน จะเเบ่งเป็นหนองในเเท้เเละหนองในเทียม ซึ่งโรคหนองใน ถึงจะไม่รุนเเรงมากนัก เเต่ก็สามารถสร้างความเจ็บปวดไห้กับคนที่ได้รับเชื้อเเบคทีเรียตัวนั้นได้เช่นกัน เพราะเป็นอะไรที่เเสบมากเวลาเป็น ซึ่งโรคหนองในจะมี2อย่างคือ หนองในเเท้ ซึ่งหนองในเเท้ สามารถสังเกตได้ง่ายๆเลยคือ มีหนองออกจากองคชาติ หรือ ช่องคลอด มีอาการเเสบ เเละเวลาฉี่ก็เเสบขัดจนทนไม่ไหว การรักษาหนองในเเท้ ต้องฉีดยาอย่างเดียว เพื่อยับยั้งการลุกลาม ส่วนหนองในเทียม ก็จะมีเเค่หนองออกมาเฉยๆ เเละไม่ต้องฉีดยา เเต่ต้องกินยาปฏิชีวนะ เเละหนองในเทียมรักษาง่ายกว่า

 2.โรคเอดส์ โรคนี้ ไม่มีใครไม่รู้จัก เพราะว่า เป็นโรคยอดฮิตที่ พบเจอได้เป็นอันดับต้นๆของโรคติดต่อที่มาจากเพศสัมพันธ์เลยก็ว่าได้ เพราะโรคเอดส์ สามารถเป็นกันได้ทุกคน หากได้รับเชื้อ ส่วนใครที่ไม่เเน่ใจว่าเป็นหรือไม่ หรืออาจจะมีความเสี่ยง ก็สามารถไปตรวจได้เลย ที่สำคัญตรวจฟรีด้วย ไปทันเวลาก็อาจจะได้รับการรักษาทันที เเละได้ยาต้านเชื้อไวรัสด้วย ซึ่งโรคนี้ ไม่สามารถรักษาไห้หายได้อย่างปลิดทิ้ง เเต่จะทำได้เเค่ต้านเชื้อเอดส์เท่านั้น 

3.โรคซิฟิลิส โรคนี้ คนอาจจะเป็นกันเยอะ เเต่ไม่รู้ตัว เพราะเป็นโรคที่เกิดขี้นมาเเล้วหายไปเอง เเต่พอมาเป็นอีกที คือระยะเรื้อรังไปเเล้ว เเละการรักษา ก็ยากมาก เพราะอาจจะลุกลาม ไปขึ้นบริเวณภายในร่างกาย เพราะโรคซิฟิลิส เเบ่งเป็น4ระยะ ซึ่ง2ระยะแรก เป็นเเค่ตุ่มๆ ขึ้นตามร่างกาย เเละจะหายไปเอง ระยะที่3-4 ก็จะเป็นระยะเรื้อรัง คือรักษาไม่ได้เเล้ว

 ส่วนใครที่มีอาการเป็นตุ่มน้ำเเดงๆ ก็ควรรีบไปตรวจรักษา เพราะถ้าเราเป็นเเล้วจะได้รักษาไห้หายได้ทันที ซึ่ง3โรคที่ยกตัวอย่างมานั้น เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ยอดฮิต ที่คนนิยมเป็นกันมากที่สุด เเต่อย่านิ่งนอนใจ เพราะโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้น ติดได้ตั้งเเต่เด็กยันคนเเก่ เเละขออย่านิ่งนอนใจ เมื่อมีอะไรผิดปกติของร่างกาย ควรรีบไปตรวจทันที เพราะอาจจะเป็นโรคเหล่านี่ก็ได้ เพียงเเค่ไม่ออกอาการเท่านั้น

 

ได้รับการสนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

สาเหตุของอาการปวดหูเกิดจากอะไร 

สาเหตุของอาการปวดหูเกิดจากอะไร สาเหตุของการปวดหูมีได้ 2 ลักษณะ คือ เป็นโรคของหูเอง และอวัยวะข้างเคียงอื่น ๆทำให้ปวดหูได้ เราจะมาทำความรู้จักโรคของหูที่ทำให้เกิดการปวดหูซึ่งมีสาเหตุดังนี้ 

1.)หูชั้นนอกติดเชื้อ เป็นสาเหตุต้นๆที่ทำให้เกิดอาการปวดหู อาจมีของเหลวหรือน้ำเหลืองไหลออกมาจากช่องหู จะรู้สึกเจ็บและคันบริเวณหู พบได้บ่อยในผู้ที่ว่ายน้ำ น้ำเข้าหูหรือมีการแคะ แกะ ปั่นช่องหู 

2.)หูชั้นกลางอักเสบ มักจะเกิดร่วมกับการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เช่น เวลาเป็นหวัด 

3.)การเปลี่ยนแปลงความดันอากาศ เช่น เวลาขึ้นเครื่องบินหรือเวลาดำน้ำ 

4.)การบาดเจ็บหรืออุบัติเหตุ เช่น การใช้ไม้แคะหูลึกเกินไป การอยู่ในสถานที่มีเสียงดังมาก ๆหรือเสียงดังใกล้บริเวณหู อาจทำให้แก้วหูได้รับความเสียหายได้ 

สาเหตุของการปวดหูที่เกิดจากอวัยวะส่วนอื่น มีดังต่อไปนี้ 

1.)การติดเชื้อในลำคอ เนื่องจากหูจะมีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียง เมื่อเกิดการติดเชื้อในลำคอ เช่น ต่อมทอนซิลอักเสบจากการติดเชื้อไวรัส หรือผีหนองบริเวณต่อมทอนซิลจะทำให้รู้สึกเจ็บเมื่อกลืนอาหารหรือน้ำดื่ม และมีอาการปวดหูร่วมด้วย 

2.)ความผิดปกติของข้อต่อขากรรไกร อาจเป็นผลมาจากความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับข้อต่อขากรรไกร เช่น โรคข้ออักเสบ การนอนกัดฟัน 

3.)ฟันเป็นหนอง เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบริเวณฟันและเหงือกจนทำให้เกิดหนอง ทำให้ปวดฟันในลักษณะตุบๆ บางครั้งก็อาจทำให้มีอาการปวดหูร่วมด้วย 

4.)เป็นหวัด เมื่อเป็นหวัดจะทำให้ร่างกายผลิตน้ำมูกออกมาในปริมาณมาก ทำให้เกิดการสะสมในท่อที่เชื่อมต่อระหว่างคอกับหูชั้นกลาง และมีแรงดันต่อเยื่อแก้วหู จึงเกิดอาการปวดหูตามมาได้ทางที่ดีแนะนำให้ไปพบแพทย์ด้านหูหากปล่อยไว้นานอาจเป็นอันตรายได้

 

ขอบคุณผู้ให้การสนับสนุนโดย  เครื่องช่วยฟัง

HIV/AIDS ต่างกันอย่างไร ?

เมื่อผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อไวรัสของเอชไอวีนั้น จะมีอาการและมีความผิดปกติโดยการแบ่งออก ได้แก่

ระยะติดเชื้อปฐมภูมิหรือระยะตั้งต้นเมื่อติดเชื้อไวรัสใหม่ๆ

สำหรับในระยะแบบนี้ความผิดปกติของผู้ป่วยนั้นเราจะเห็นได้ค่อนข้างที่จะน้อย และสามารถหายไปเองได้ด้วยนะ ซึ่งจะเป็นการใช้เวลาอยู่ประมาณ 2-4 อาทิตย์ อาการเหล่านี้มักจะแสดงออกด้วยการเจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ มี ไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย น้ำหนักลดเล็กน้อย ถ่ายอุจจาระเหลว ต่อมน้ำเหลืองโต เป็นต้น และอาการที่เห็นเหล่านีมักจะคล้ายกับอาการของคนที่เป็นไข้หวัดใหญ่นั่นเอง ดังนั้นการตรวจอาการเหล่านี้มักจะสามารถตรวจค้นหาได้ยาก

โดยระยะแรกที่มีการเกิดอาการเหล่านี้เรานั้นจะยังไม่เรียกว่าเป็นเอดส์ (Primary infection) เพราะมันเป็นระยะที่ไวรัสนั้นจะทำการเข้าไปใน “ทีเซลล์” และเป็นการเข้าไปเพื่อเป็นการฆ่าเซลล์เหล่านี้อีกด้วย โดยเซลล์จะทะยอยตายกันเป็นจำนวนที่มากขึ้น ดังนั้นจึงเป็นการส่งผลให้“ทีเซลล์”ที่อยู่ในเลือดนั้นลดจำนวนลงอย่างเห็นชัด ดังนั้นจะทำให้ไวรัสเหล่านั้นได้แพร่กระจายเข้าสู่ร่างกายได้รวดเร็วยิ่งขึ้นและยังเป็นการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต้านทานที่ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดีให้สร้างแอนติบอดี้ต่อเชื้อไวรัสขึ้นมาภายในเวลา 3 ถึง 7 สัปดาห์ หลังจากติดเชื้อ ดังนั้นแอนติบอดีนี้ก็จะสามารถตรวจพบได้จากเลือด และเป็นสิ่งที่ใช้ในการวินิจฉัยการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ที่ชัดเจนมากอีกด้วย

ระยะในการติดเชื้อเป็นแบบเรื้อรังหรือการติดเชื้อฉวยโอกาสที่เป็นอย่างรุนแรงนี้

จะเห็นได้ว่าผู้ที่มีการติดเชื้ออาจจะสังเกตุด้วยการที่มองที่ลิ้นเพราะมันจะมีลักษณะคล้ายเชื้อราขึ้นที่ลิ้นนั่นเอง หรืออาจจะสังเกตุได้จากอาการที่มีวัณโรค ปอดกำเริบ โรคเริม หรืออาจจะเป็นโรคงูสวัด เป็นต้น แต่โรคเหล่านี้ล้วนจะมีอาการที่ไม่รุนแรงนัก และหากมีการรักษาโรคเหล่านี้ก็สามารถรักษาได้เช่นเดียวกัน ดังนั้นระยะที่เป็นโรคเหล่านี้เราจึงยังไม่สามารถเรียกโรคที่เป็นเหล่านี้ว่าเอดส์ได้ หรือเรียกโรคเหล่านี้ได้ว่าเป็นระยะสงบทางคลินิก (Clinical latency)

ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสจะเข้าไปอยู่ในต่อมน้ำเหลือง และในม้ามของเรานั่นเอง และจะแบ่งตัวโดยการเพิ่มปริมาณในอวัยวะทั้งสองนี้เป็นส่วนใหญ่ ปริมาณของ CD 4 positive T-cell ในเลือด จะจะทำปฎิกิริยาค่อยๆลดจำนวนลงอย่างช้าๆ โดยจะมีระบบภูมิคุ้มกันเพื่อเป็นการต้านทานโรคของทางร่างกาย

จะไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้ เพราะ CD 4 positive T-cell จะลดจำนวนลงเรื่อยๆ ระยะนี้ส่วนใหญ่จะกินเวลานาน 7-10 ปี โดยที่ผู้ติดเชื้อไม่มีอาการผิดปกติชัดเจน นอกจากนั้นการได้รับยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอจะเป็นการทำให้ผู้ติดเชื้อมีชีวิตอยู่ในระยะนี้ได้ยาวนานยิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อนสมัยที่ยังไม่มีการค้นพบยาต้านเชื้อไวรัส ซึ่งในระยะนี้ เซลล์ CD 4 positive T-cell ยังไม่ต่ำมากจนเป็นสาเหตุ

 

สนับสนุนโดย  ชุดตรวจ hiv

โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบ

 โรคเยื้อหุ้มสมองอักเสบสาเหตุของการหูหนวก

             สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนั้นเกิดมาจากการติดเชื้อ ซึ่งเชื้อโรคที่พบอาจจะจากเชื้อไวรัส หรือเชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อราก็ได้ เมื่อร่างการได้รับเชื้อเหลานี้เข้าไปแล้วจะส่งผลให้มีอาการอื่นๆเพิ่ม เช่น ปวดหัว มีไข้ และจะมีอาการอื่นๆตามมาอีกมากมาย ซึงโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้นับว่าเป็นโรคที่อันตรายเป็นอย่างมาก

หากไม่รีบรักษาหรือรักษาแบบไม่ถูกวิธี อาจจะทำให้ตาย หรือทำให้พิการได้ สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้ เป็นได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย และเป็นได้ทั้งเด็กที่เพิ่มเกิดจนถึงคนแก่

          อย่างที่ได้บอกไปแล้วว่าโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนั้น เกิดมาจากร่างกายของผู้ป่วยติดเชื้อโรคซึ่งจากสถิติผ่านมาเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบก็คือเชื้อไวรัส และที่น้อยที่สุดคือเชื้อรา ส่วนเชื้อแบคทีเรียจะมีผู้ที่เชื้อมากเป็นอันดับสอง โดยเชื้อโรคเหล่านี้จะผ่านเข้ามาทางกระแสเลือดส่งตรงไปยังเยื่อหุ้มสมอง แถมยังส่งผลไปยังอวัยวะใกล้เคียงให้มีอาการบวมและอักเสบได้อีกด้วย สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้นับเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง สามารถติดกันได้เหมือนกับโรคไข้หวัด การส่งผ่านเชื้อโรคหากันคือ การไอ จาม   การจับถูกน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย

สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้มักจะเกิดกับคนที่ภูมิต้านทานโรคต่ำ

เช่นเด็กที่มีอายุแรกเกิดจนถึง 5 ปีหรือคนแก่ที่ไม่อายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป และยังมีผู้ที่เจ็บป่วย มีโรคประจำตัวต่างๆก็จะทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าคนร่างกายแข็งแรงปกติทั่วไป สำหรับกลุ่มคนที่เสี่ยงจะเป็นโรคนี้อย่างกลุ่มคือ กลุ่มที่ใช้เข็มฉีดยาเสพติด หรือพวกที่อยู่ในชุมชนแออัดเพราะอย่างที่บอกกันติดต่อกันนั้นง่ายมาก สามารถติดได้เหมือนคนเป็นโรคหวัดเลย  ดังนั้นหากในพื้นที่ที่เราอยู่มีคนเป็นโรคนี้ คนอื่นๆก็เสี่ยงที่จะติดโรคนี้ได้เช่นกัน และที่สำคัญผู้ป่วยที่มีปัญหาหูเป็นน้ำหนวก หรือหูอักเสบ หรือกลุ่มพวกที่เป็นโรคไซนัสจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบได้มาก

             สำหรับโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบนี้อาการของโรคจะคล้ายๆกับคนเป็นไข้หวัด คือมีปวดหัว  ไม่ไข้ บางครั้งมีอาการอาเจียน แต่ที่พบเพิ่มขึ้นมาคือจะมีอาการปวดคอ คอแข็ง ไม่สามารถก้มหัวลงได้ หากมีอาการเหล่านี้ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจและวินิจฉัยด่วน เพราะโรคนี้ถือว่าเป็นอันตรายอย่างมาก เพราะหากเชื้อมีการลามที่อื่น เช่น หู หรือ ตา อาจจะส่งผลให้หูหนวกหรือตาบอดได้ด้วย ซึ่งมีรายงานทางการแพทย์แจ้งว่ามาคนที่หูหนวก อาจจะเคยเป็นโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบมาก่อนได้

 

สนับสนุนจาก เครื่องช่วยฟัง

โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ และริดสีดวงทวาร

โรคหัวใจ ไขมันพอกตับ และริดสีดวงทวาร

1. หัวใจวาย/เส้นโลหิตหัวใจอุดตัน
อีกหนึ่งโรคที่อันตราย แล้วก็คนไม่ใช่น้อย ที่ไม่รู้มาก่อนว่าตนเองเป็นโรคนี้จนถึงแทบเอาชีวิตไม่รอด เว้นแต่ความประพฤติปฏิบัติการใช้ชีวิตที่ทำงานหักโหม เหนื่อย มีความเคร่งเครียดสะสม จนถึงทำให้ไม่ว่างบริหารร่างกาย รวมทั้งรับประทานอาหารดีๆ มีสาระแล้ว ความประมาทและไม่มีความระมัดระวังและมีความคิดว่าตนเองแข็งแรงดี บริหารร่างกายบ่อยๆ อย่างไรก็ไม่เป็นโรค บางทีอาจนำมาซึ่งการก่อให้เกิดสภาวะหัวใจวายฉับพลันได้ด้วยเหมือนกัน เนื่องจากว่าการตรวจร่างกายธรรมดาบางทีอาจไม่สามารถที่จะตรวจเจอโรคนี้ได้

แนวทางคุ้มครองปกป้อง นอกเหนือจากการบริหารร่างกายเสมอๆ ควรที่จะทำการเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณประโยชน์รับประทานผักและก็รับประทานผลไม้ ลดของมัน ของทอด อาหารหวาน ถ้ามีลักษณะอาการแน่นหน้าอกขณะบริหารร่างกาย เดินขึ้นบันได วิ่ง หรือใช้แรงหนักๆ ควรจะรีบเจอหมอเพื่อตรวจหัวใจอย่างละเอียด
2. ไขมันพอกตับ
ภัยร้ายที่พร้อมจะรุกรามวัยทำงานทุกคนที่อยู่ในสภาวะอ้วน โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ภาวะความดันโลหิตสูง รวมทั้งดื่มสุราเสมอๆ แรกๆ ผู้ป่วยจะไม่มีการแสดงอาการอะไรก็แล้วแต่เลยทำให้ประมาท ไม่ระวังเนื้อระวังตัว แล้วก็ยังกินอาหารไขมันสูง แป้งและน้ำตาลสูง จวบจนกระทั่งเริ่มมีลักษณะเบื่อข้าว ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นท้อง ของกินไม่ย่อย และก็บางทีอาจเสี่ยงโรคตับแข็งได้ในท้ายที่สุด

แนวทางคุ้มครองปกป้อง คือ รับประทานผักและผลไม้ให้เยอะขึ้นเรื่อยๆ ลดของทอดของมันของว่าง บริหารร่างกายอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควบคุมน้ำหนักอยู่เป็นประจำ
3. ริดสีดวงทวาร
โรคที่ชาวไทยรู้จักกันมาอย่างเป็นเวลานาน แต่ว่าก็พบได้บ่อยอยู่เรื่อยรวมทั้งมีแววว่าจะเจอในอายุที่ลดลงเรื่อยๆ เช่นเดียวกัน มูลเหตุมาจากของกินที่เป็นเนื้อสัตว์ติดมัน แป้ง น้ำตาล รวมทั้งกินผักและผลไม้ และน้ำน้อย จนถึงทำให้มีลักษณะท้องผูกเป็นประจำถ่ายไม่ตรงเวลา รวมถึงการนั่งอยู่บนชักโครกนานๆ ก็ส่งผลให้เกิดแรงกดดันที่ปากทวารหนักมากขึ้นด้วย

แนวทางคุ้มครองปกป้อง ทานผักและทานผลไม้ รวมถึงน้ำดื่มให้มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่นั่งบนชักโครกนานเกินความจำเป็น และก็บริหารร่างกายเสมอๆ จะช่วยกระตุ้นแนวทางการทำงานของระบบขับถ่ายให้ดียิ่งขึ้นได้

ผอมแล้วก็ต้องออกกำลังกาย

การออกกำลังกายสำหรับคนผอม

ผอมแล้วต้องออกกำลังกายด้วยหรอ จริงๆ การออกกำลังกายไม่ใช่แค่การที่ทำให้คุณสามารถควบคุมน้ำหนักได้ หรือเพียงแค่ทำให้รูปร่างของคุณดีขึ้น แต่เป็นการออกเพื่อสุขภาพต่างหาก สำหรับคนที่ผม จะเน้นการออกกำลังแบบ resistance training เป็นหลัก คือ การออกกำลังกายโดยใช้อุปกรณ์เครื่องเล่นต่างๆ ที่มีน้ำหนักให้เกิดแรงต้าน เช่น ดัมเบลล์ บาร์เบลล์ต่างๆ เพื่อเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ ทำให้คุณมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกายแบบแอโรบิคจะไม่เน้นมากในการเพิ่มน้ำหนัก ขอแนะนำว่าถ้าจะได้ผลในการเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออย่างเห็นได้ชัด อาจเข้าฟิตเนสที่มีผู้ให้คำแนะนำในการใช้อุปกรณ์สำหรับ resistance training สำหรับแต่ละส่วนของร่างกาย

Warm-up : ว่าใครจะเริ่มออกกำลังกายก็อบอุ่นร่างกายก่อน เพราะจะช่วยลดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกายได้ โดยอาจวอร์มด้วยการเดิน หรือเดินเร็ว ประมาณ 5-10 นาที ตามด้วยการยืดกล้ามเนื้อมัดหลักๆ หรือส่วนที่จะใช้ในการออกกำลังกายต่อไป โดยแต่ละส่วนให้ทำการยืดค้างไว้ประมาณ 10-30 วินาที หรืออาจจะใช้วิธีการยกน้ำหนักเบาๆ ออกกำลังกล้ามเนื้อแต่ละส่วน ส่วนละประมาณ 12-15 ครั้งต่อเซต ไม่เกิน 2 เซต

Resistance Training : ออกกำลังกายแบบเน้นใช้อุปกรณ์ โดยเน้นเล่นแบบเฉพาะสัดส่วน ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงในส่วนที่อยากจะเพิ่มหรือลดเฉพาะ โดยควรเริ่มออกกำลังทุกส่วนของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดหลัก โดยเริ่มจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไปหามัดเล็ก โดยเริ่มจากกลุ่มของกล้ามเนื้อขา หลัง อก ท้อง และแขน น้ำหนักที่ใช้ควรจะสามารถยกได้เต็มที่ 10-12 ครั้ง ในหนึ่งเซต ยก 2-3 เซต ในแต่ละท่า โดยในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อสามารถออกกำลังกายได้ 2 ท่า ในแต่ละครั้งที่ออกกำลังกายให้ใช้อุปกรณ์ หรือท่าออกกำลังกายประมาณ 8-10 ท่า ควรจะต้องออกกำลังกายสม่ำเสมอ อย่างน้อย 3 ครั้ง ต่อสัปดาห์

Cool-Down : ยกตัวอย่างหากกำลังวิ่งอยู่เมื่อจะหยุดให้ค่อยๆ ลดความเร็วของเครื่องวิ่ง หรือวิ่งเหยาะๆ ช้าลง เรื่อยๆ กระทั่งหยุด ทั้งนี้ในบทความนี้คือเน้นการยืดกล้ามเนื้อในส่วนที่ใช้ในการออกกำลังกายเป็นหลัก โดยทำการยืดค้างไว้ 15 -45 วินาที ในแต่ละกลุ่มของกล้ามเนื้อ

ผู้ที่ผอมจนเกินไปและอยากจะเพิ่มน้ำหนัก การออกกำลังกายเป็นประจำก็สามารถช่วยได้เช่นกัน เพราะอาจจะทำให้เกิดความอยากอาหารมากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่ต้องหักโหมมากจนร่างกายเราได้รับบาดเจ็บเหลือเหนื่อยเกินตัว จะทำให้ร่างกายยิ่งทรุดหนักขึ้น ผอมมากไปอีก และหากปฏิบัติตัวเช่นนี้สม่ำเสมอ น่าจะช่วยให้ร่างกายดูมีน้ำมีนวลขึ้นได้ แถมยังได้สุขภาพที่แข็งแรงอีกด้วย

มะเร็งลำไส้ใหญ่ อาการ สาเหตุ การรักษา มาดูกัน

สาเหตุของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
นพ.ธรณัส กระต่ายทอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์โรคระบบทางเดินอาหาร โรคตับ และแพทย์ผู้ชํานาญการด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ระบุว่า ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นมะเร็งชนิดไหนก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดและสาเหตุของการเกิดมะเร็งลําไส้ใหญ่ก็เช่นกัน ซึ่งบางครั้งอาจเกิดจากการได้รับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และมีสาเหตุที่เกิดขึ้นร่วมกันมากกว่าหนึ่งปัจจัย ได้แก่

  • ปัจจัยจากพันธุกรรม (genetic) ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ ติ่งเนื้อ ลําไส้ใหญ่บางชนิด จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคนี้
  • ส่วนปัจจัยแวดล้อมภายนอก (epigenetic) ได้แก่
  1. รับประทานเนื้อสัตว์มากเกินไป เช่น เนื้อแดง เนื้อสัตว์ติดมัน รวมถึงเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอน แฮม เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีไขมันสูง
  3. ไม่รับประทานหรือทานผักผลไม้ที่มีกากใยน้อย
  4. มีอาการท้องผูกบ่อยๆ
  5. เป็นโรคอ้วน ไม่ออกกำลังกาย
  6. สูบบุหรี่จัด
  7. ดื่มแอลกอฮอล์
  8. อาการของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่
    ขับถ่ายผิดปกติท้องผูกสลับท้องเสีย
  9. มีเลือดออกทางทวาร
  10. อุจจาระปนเลือด หรือมีสีคลํ้า
  11. อุจจาระมีลักษณะเป็นเส้นเล็กลง
  12. อาจมีอาการปวดท้อง เช่น ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านซ้ายของลําไส้ใหญ่ จะมีอาการลําไส้อุดตันมีอาการปวดเหมือนลําไส้ถูกบิด ถ้าพบก้อนเนื้อโตด้านหน้า จะปวดท้องคล้ายคนเป็นไส้ติ่ง

 

ทำไมเราต้องตรวจคัดกรองโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่?

เหตุผลที่เราต้องตรวจคัดกรองมะเร็ง เพราะวิธีการตรวจคัดกรองโรคมะเร็ง (Screening Colorectal Cancer) จะเป็นการตรวจยีน และส่องกล้องทั้งเพศชายและเพศหญิง หากไม่มีการตรวจสุขภาพประจำปีเพื่อคัดกรองโรคมะเร็งเลยโดยเลือกที่จะละเลยมันไปจะทําให้ตรวจพบในระยะท้ายๆ ที่มีการแสดงอาการของโรคแล้ว ดังนั้นหากเราหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันเพิ่มขึ้นโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพแบบตรงจุดเสี่ยงจะช่วยลดโอกาสการเกิดโรค หรือหากเป็นโรค เมื่อได้รับการตรวจพบโรคแต่เนิ่นๆ จะสามารถเพิ่มโอกาสให้รักษาหายได้

นพ.ธรณัส กระต่ายทอง ให้คําแนะนําอีกว่า การตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป ควรเข้ารับการตรวจคัดกรองด้วยการส่องกล้องระบบทางเดินอาหารส่วนล่าง (colonoscopy) โดยเข้ารับการตรวจอย่างน้อยทุกๆ 5-10 ปี ตามคําแนะนําสําหรับคนปกติ แต่ถ้าพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นมะเร็งลําไส้ใหญ่ หรือมะเร็งบางชนิดจําเป็นต้องได้รับการตรวจโดยการส่องกล้องช่วงอายุเร็วกว่าปกติ

ตรวจคัดกรองเพิ่มเติม เพิ่มความละเอียดสำหรับคนที่มีความเสี่ยง
คนที่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยง สามารถตรวจคัดกรองเพิ่มเติมเพื่อหาความเสี่ยงมะเร็งทางพันธุกรรมได้จากการตรวจยีนเพียงการเก็บเลือด 6 มิลลิลิตร และส่งห้องปฏิบัติการทางพันธุศาสตร์ โดยใช้เทคโนโลยี “NGS” ที่มีความถูกต้อง แม่นยํา และ ปลอดภัย ได้รับมาตรฐานจากประเทศสหรัฐอเมริกา หากตรวจแล้วพบว่ามีการกลายพันธุ์ของยีนเกิดขึ้นอันอาจจะนําไปสู่การเพิ่มความเสี่ยงการเป็นมะเร็งควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อขอคำแนะนําเรื่องความเหมาะสมของการตรวจคัดกรองอื่นๆ เพิ่มเติม และอาจต้องตรวจด้วยการส่องกล้องเร็วขึ้นโดยไม่ต้องรอให้ถึงอายุ 50 ปี ร่วมกับลดปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการรับประทานอาหาร อีกทั้งการตรวจคัดกรองมะเร็งลําไส้ใหญ่ตั้งแต่ระยะเริ่มแรกมีประสิทธิภาพสูงในแง่ของการป้องกันและรักษา ซึ่งถือเป็นมาตรฐานมากกว่าวิธีอื่นๆ

ในปัจจุบันนี้ เรามีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ส่งผลให้การตรวจพบโรคทําได้เร็วขึ้น และช่วยให้รักษาเพิ่มโอกาสรักษาให้หายได้ดียิ่งขึ้น

เลือดกำเดาไหล กับการปฐมพยาบาล

ตอนเด็กๆ เคยเกิดเหตุ “เลือดกำเดาไหล” กันบ้างไหมคะ? สำหรับตัวเราเองนั้นเคยเห็นแต่คนอื่นเป็น นั่งเล่นอยู่เฉยๆ ก็หยดแหมะๆ ใส่เสื้อต่อหน้าต่อตา ทำไมเลือดกำเดาถึงไหล แล้วเรามีวิธีหยุดเลือดอย่างไรถึงจะถูกต้อง  วันนี้เรามีเคล็ดลับให้จำเอาไปใช้กัน

เลือดกำเดา คืออะไร?
เลือดกำเดา คือเลือดที่ไหลออกมาจากโพรงจมูก ไม่ว่าจะเป็นข้างเดียว หรือทั้งสองข้าง เกิดจากเส้นเลือดภายในโพรงจมูกแตก ที่อาจเป็นเพราะเส้นเลือดในโพรงจมูกเปราะบางแตกง่ายด้วยปัจจัยต่างๆ เช่น อาการที่เปลี่ยน (ร้อนเกินไป, หนาวเกินไป, แห้งเกินไป) สั่งน้ำมูกแรงเกินไป ผลข้างเคียงจากอาการภูมิแพ้ ความดันโลหิตสูง หรือเกิดจากการแคะ แกะ เกาในโพรงจมูกอย่างรุนแรง หรือเกิดอุบัติเหตุในบริเวณที่ใกล้เคียงกับจมูก เป็นต้น

เลือดกำเดา มีกี่ชนิด?
ทราบหรือไม่ว่าเลือดกำเดาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกด้านหน้า มักเกิดขึ้นกับคนทั่วไป เกิดจากเส้นเลือดบริเวณจมูกในส่วนหน้าแตก ไม่ก่อให้เกิดอันตราย ผู้ป่วยสามารถทำให้เลือดกำเดาหยุดไหลได้เอง
  • เลือดที่ออกจากโพรงจมูกส่วนหลัง เกิดจากเส้นเลือดบริเวณโพรงจมูกด้านหลังแตก หรือส่วนที่อยู่ลึกเข้าไปในโพรงจมูก จนอาจทำให้มีเลือดไหลลงไปในลำคอด้วย มักเกิดกับผู้สูงวัย หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคอันตรายร้ายแรงบางอย่าง ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

เลือดกำเดาไหลแบบไหน อันตราย
หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบพบแพทย์โดยด่วน

  • เลือดกำเดาไหลที่ด้านหลังโพรงจมูกจนไหลเข้าไปในลำคอ
  • เลือดกำเดาไหลไม่หยุดแม้ผ่านไปมากกว่า 20 นาที
  • เลือดกำเดาไหลซ้ำอีกหลายครั้ง
  • เวียนศีรษะ หน้ามืด
  • กระอักเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีผื่นขึ้นตามตัว
  • มีไข้สูง (มากกว่า 5 องศาเซลเซียส)

วิธีหยุดเลือดกำเดาไหลด้วยตัวเอง

  1. นั่งนิ่งๆ บนเก้าอี้หรือพื้น เอนตัวไปข้างหน้า และอาจก้มหน้าเพียงเล็กน้อย ไม่ต้องเงยหน้า ใช้นิ้วโป้งและนิ้วชี้บีบจมูก แล้วหายใจทางปากราว 10 นาทีแล้วค่อยปล่อยนิ้ว หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้ทำตามวิธีนี้อีกครั้ง
  2. ไม่นอนราบ หากมีเลือดไหลลงคอให้บ้วนเลือดออกมา ไม่กลืนลงไป เพราะเลือดกำเดาอาจไหลเข้าไปในกระเพาะอาหารจนทำให้เกิดอาการอื่นๆ ตามมาได้ เช่น อาเจียน เป็นต้น
  3. อาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือน้ำแข็งวางบริเวณสันจมูกขณะบีบจมูกไปด้วยก็ได้
  4. หากเลือดกำเดายังไม่หยุดไหล ให้รับพบแพทย์โดยด่วน